หน้าแรก วัตถุมงคล

ร้านวรันณ์ธรจำหน่ายพระเครื่อง เหล็กน้ำพี้ ดาบเหล็กน้ำพี้ มีดเหล็กน้ำพี้ มีดหมอเหล็กน้ำพี้ เหล็กไหล เหล็กไหล7สี ไหลดำ ไหลเขียว ของเสน่ห์ ของเสน่ห์แรงๆ
ของเสน่ห์เขมร แก้วขนเหล็ก แก้วโป่งข่าม เพชรหน้าทั่ง ไม้งิ้วดำ ไม้พญางิ้วดำ ไม้กลายเป็นหิน ข้าวตอกพระร่วง พระเหล็กน้ำพี้ พระแร่เหล็กน้ำพี้ และเครื่องรางของขลังอีกมากมาย
รับสาย เช้า 8.00น.-17.30น.รับสายช่วงเช้า-เย็นโทร
087-7399336 , 089-8608818 , 087-8452061
รับสาย เย็น 17.30น. - 20.00 น. รับสายเฉพาะช่วงเย็นเบอร์นี้ โทร
084-8038208 คุณภัส One2call

ไอดีไลน์ @line55  คลิกปุ่ม เพิ่มเพื่อน

แจกฟรี พระเครื่อง พระสมเด็จนางพญา รุ่น9มวลสาร ดูรายละเอียด



@line55

พระอุปคุต หน้าตัก 5 นิ้ว

 
พระอุปคุต หน้าตัก 5 นิ้ว
หล่อจากแร่ศักดิ์สิทธิ์แร่น้ำพี้ จ.อุตรดิตถ์

พระอุปคุตแบบที่ 1





พระอุปคุต แบบที่ 2



สีแร่น้ำพี้ (สีน้ำตาล) ราคาบูชาองค์ละ 799 บาท
 
 สีเงิน สีทอง สีนาค ราคาบูชาองค์ละ 899 บาท
 
ทำสีแบบทรงเครื่องครบชุดราคาบูชาองค์ละ 1,099 บาท (งานฝีมือใช้เวลา )


ค้าขายดี และชนะอุปสรรค


ความจริงพระอุปคุตเถระ ท่านไม่ใช่เป็นพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาลท่านเกิดขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว 200 กว่าปี ในยุคของ พระเจ้าอโศกมหาราช
พระอุปคุตเป็นพระที่เรืองฤทธิ์ คล้ายๆกับ พระโมคคัลลาน์ ในสมัยพระพุทธกาล
ชวประวัติของท่านมีเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่มิใช่น้อย โดยเฉพาะตอนที่ท่านมาปราบพญามารีที่จะมารังควาญการฉลองพระบรมสารีริกธาตุของพระเจ้าอโศก


กำเนิดพระอุปคุต

เรื่องราวความเป็นมาของท่าน จามที่ปรากฎอยู่ในคัมภีร์อโศกอวทาน มีกล่าวไว้ว่า
พระอุปคุตเถระท่านถือกำเนิดมาในตระกูลของพ่อค้า ที่เมืองมถุราซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำยมุนา
ท่านมีพี่ชาย 2 คน ส่วนท่านนั้นเป็นคนสุดท้อง
มูลเหตุที่ทำให้พระอุปคุตได้บวชนั้น ก็สืบเนื่องมาจากบิดาของท่านได้เคยให้สัญญาไว้กับพระเถระรูปหนึ่ง คือพระสาณวาสี ว่าถ้าตนมีลูกชายก็จะให้บวชในพระพุทธศาสนา
ทีนี้พอมีลูกชายคนแรกก็ไม่ยอมให้บวช ด้วยอ้างว่าจะต้องเอาไส้ดูแลทรัพย์สินในเหย้าเรือน เอาไว้ถ้ามีลูกชายคนที่ 2 เมื่อไร แล้วจะยอมให้บวช แต่พอมีลูกชายคนที่ 2 เข้าจริง ๆ ก็หาเรื่องบิดเบือนอีก ว่ามีความจำเป็นต้องเอาไว้สำหรับวิ่งเต้นเก็บหนี้สินตามหัวเมือง ขอให้รอไว้มีลูกชายคนที่ 3 แล้วจะต้องบวชให้อย่างแน่นอน

พอลูกชายคนที่ 3 ซึ่งมีชื่อว่า “อุปคุต” เกิดมาก็แกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้กับสัญญาที่ได้ให้ไว้กับพระเถระ พระเถระท่านเห็นว่ายังไม่ถึงเวลา ท่านจึงนิ่งไว้ก่อน และก็ไม่ได้ไปทวงถามถึงสัญญานั้น จนกระทั่งอุปคุตโตเป็นหนุ่ม


ตอนนั้นอุปคุตได้มาช่วยบิดาขายเครื่องหอมอยู่ที่ร้านในตลาด ตั้งแต่อุปคุตมาอยู่ที่ร้าน ก็ปรากฎว่าเครื่องหอมขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ผู้คนมาซื้อหากันไม่ขาดสาย นี่เป็นธรรมดาของผู้มีบุญไปอยู่ที่ไหน ทรัพย์สินก็จะหลั่งไหลมาด้วยอำนาจแห่งบุญ

เพราะฉะนั้นจึงเชื่อกันว่า ผู้ที่ค้าขาย หากได้บูชาพระอุปคุตเป็นประจำทุกกเช้าตอนเปิดร้าน ก็จะทำให้ค้าขายดีมีคนมาซื้อหาไม่ขาดสายทรัพย์สินก็จะหลังไหลมาเทมา กิจการเจริญก้าวหน้าเป็นปึกแผ่นมั่นคงตลอดไป
วันหนึ่งพระสาณวาสีเถระได้แวะเข้าไปในร้านที่อุปคุตขายของและได้กล่าวธรรมกถาให้อุปคุตฟัง ปรากฏ

ว่าอุปคุตฟังแล้วเกิดสังเวช ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุโสดาปัตติผล เป็นพระอริยบุคคลชั้นต้น ในพระพุทธศาสนา
เมื่อพระสาณวาสีเถระเห็นว่าอุปคุตได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วจึงได้เไปทวงสัญญาเอากับนายพาณิชย์ผู้เป็นพ่อของอุปคุต
“ไหนวาจะถวายลูกชายคนที่ 3 แก่อาตมา เพื่อให้บวชยังไงล่ะ”
พอนายพาณิชถูกทวงถามเช่นนั้นก็อับจนปัญญา ไม่อาจหาวิธีพูดบ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงได้อีก จึงตัดสินใจอนุญาตให้อุปคุตออกบวชได้

กิตติศัพท์ขจรขจาย

เมื่ออกบวชแล้ว ท่านพระอุปคุตก็ตั้งใจเจริญกรรมฐานจนได้บรรลุพระอรหันต์ เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนาและต่อมาท่านพระอุปคุตก็ได้เป็นพระอาจารย์สอนกรรมฐานที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มากที่สุดในยุคนั้น โดยในคัมภีร์ได้กล่าวว่า ท่านมีพระอรหันต์ผู้เป็นศิษย์อยู่ถึง 18,000 รูป
ส่วนสำนักของท่าน ตั้งอยู่ ณ วัดนตภัติการาม ภูเขาอุรุมนท์

ศรัทธาของพระเจ้าอโศก

กิตติศัพท์ด้านความรู้ความสามารถของท่านได้แพร่สะพัดไป จนทราบถึงพระกรรณของพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์จึงตั้งพระทัยจะเสด็จไปอาราธนาท่านพระอุปคุตให้มาโปรดยังกรุงปาฏลีบุตร

แต่วิสัยของพระอรหันต์ผุ้ยิ่งด้วยอภิญญาเฉกเช่นท่านพระอุปคุตนั้น เพียงแค่พระเจ้าอโศกทรงดำริเท่านั้น ท่านก็ทราบแล้วจึงได้รีบลงเรือเดินทางมาสู่กรุงปาฏลีบุตรในทันที ฝ่ายพระเจ้าอโศกเมื่อทรงทราบว่าท่านพระอุปคุตได้เดินทางมาแล้ว จึงได้โปรดให้ตั้งพิธีต้อนรับ และเสด็จมารับท่านพระอุปคุตด้วยพระองค์เองทีเดียวอันเป็นตำนานที่ปรากฎอยู่ใน คัมภีร์อโศอวทาน

อีกตำนานหนึ่ง

ส่วนใน คัมภีร์ปฐมสมโพธิ ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของ สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส มีเนื้อความแตกต่างกันออกไปดังนี้


ในคัมภีร์ปฐมสมโพธิได้กล่าวถึงพระเจ้าอโศกว่า แต่เดิมนั้นพระเจ้าอโศกทรงนับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อน แต่พอมาได้ฟังธรรมจากสามเณรนิโครธ ก็เกิดพระศรัทธาปสาทะในพุทธศาสนาอย่างมาก จนถึงขนาดทรงนำหลักธรรมวินัยของพระพุทธเจ้ามาเป็นนโยบายในการปกครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ ซึ่งระบบนี้เรียกว่า ระบบธรรมาธิปไตย คือการถือเอาธรรมะเป็นใหญ่

และในสมัยต่อมา พระเจ้าอโศกก็ได้โปรดให้สร้างพระสถูปเจดีย์และพุทธวิหารขึ้นทั่วชมพูทวีป โดยพุทธที่โปรดให้สร้างขึ้นนั้น ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็เห็นจะได้แก่ มหาวิหารที่ชื่อว่า “อโศการาม”
ซึ่งตั้งอยู่ในเขตแคว้นมคธ ส่วนพระสถูปเจดีย์นั้นก็โปรดให้สร้างขึ้นถึง 84,000 องค์ และเมื่อพระสถูปเจดีย์ได้สร้างสำเร็จสมพระราชประสงค์แล้ว พระเจ้าอโศกก็จึงได้ตรัสถามพระภิกขุทั้งหลายว่า จะสามารถหาพระบรมสารีริกธาตุแต่ที่ใดมาบรรจุในพระสถูปให้ถ้วนทั่วทั้ง 84,000 องค์ พระภิกษุทั้งหลายถวายพระพรว่า
“พวกอาตมาภาพเคยได้สดับสืบ ๆ กันมาว่า การกระทำพิธีฝังพระบรมสารีริกธาตุ(ธาตุ
นิธานกรรม) นั้นมีอยู่ แต่มิทราบว่าสถานที่กระทำพิธีฝังพระบรมสารีริกธาตินั้นอยู่ที่ไหน”
เมื่อพระเจ้าอโศกทรงทราบเช่นนั้นจึงรับสั่งให้รื้อทำลายพระสถูปเจดีย์ในเมืองราชคฤห์ เพื่อค้นหาพระบรมสารีริกธาตุ แต่ก็ไม่ทรงพบ จึงทรงรับสั่งให้ก่อขึ้นไว้เป็นปกติดังเดิม

แต่มีเรื่องน่าอัศจรรย์เกิดขึ้นตอนที่ไปขุดค้นหาพระบรมสารีริกธาตุที่รามคาม ปรากฎได้เกิดเหตุชนิดที่ใคร ๆ ก็คิดไม่ถึง คือหมู่นาคไม่ยอมให้รื้อทำลายพระเจดีย์ โดยบันดาลทำให้จอบเสียม สิ่ว ขวาน แตกหัก เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ไม่สามารถขุดรื้อได้ดังใจปรารถนา


ในเมื่อการค้นหาพระบรมสารีริกธาตุไม่พบดังพระราชประสงค์ พระองค์จึงเสด็จนิวัติสู่กรุงราชคฤห์อีกครั้งหนึ่ง รับสั่งให้พุทธบริษัททั้ง 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เข้าร่วมประชุม แล้วจึงตรัสถามว่า
“ใครเคยได้ยินมาบ้างว่ามีการกระทำพิธีฝังพระบรมสารีริกธาตุไว้ ณ ที่ ไหน”
ในที่ประชุมนั้น ปรากฎว่ามีพระมหาเถระผู้เฒ่ารูปหนึ่งอายุ 120 ปี บอกว่าสมัยที่มีอายุได้ 7 ขวบนั้น พระมหาเถระผู้เป็นบิดาได้เคยพาท่านไปบูชาสถูปศิลาองค์หนึ่ง และสั่งย้ำว่า จงจำสถานที่นี้เอาไว้ให้ดี แต่ก็ไม่แน่ใจว่า ที่นั่นจะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุหรือไม่


เมื่อพระเจ้าอโศกได้ทรงสดับเช่นนั้น ก็ดำริว่า ที่นั้นชะรอยจะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเป็นแน่แท้ จึงมีรับสั่งให้พระมหาเถระนำเสด็จไปยังสถานที่แห่งนั้น เมื่อขุดลงไปก็ปรากฎว่าได้พบพระบรมสารีริกธาตุจริง ๆ ทำให้พระเจ้าอโศกทรงปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อกลับมาถึงเมืองปาฏลีบุตรแล้ว ก็ได้ทรงกระทำสักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุโดยวิธีอเนกประการ หลังจากทรงทำพิธีสักการะบูชาเสร็จ พระองค์ก็ทรงแจกพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ทั้ง 84,000 แห่ง ทั่วชมพูทวีป


เมื่อได้ทำการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเจดีย์ทั้งหลายทุก ๆ พระนครเสร็จแล้ว ต่อจากนั้นจึงทรงรับสั่งให้ก่อสร้างพระมหาสถูปองค์ใหญ่ขึ้นใหม่องค์หนึ่ง มีความสูงประมาณครึ่งโยชน์ ประดับประดาด้วยแก้วต่าง ๆ และแสงแห่งแก้วเหล่านั้นก็สว่างรุ่งเรืองประดุจเขาไกรลาศ ประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้กับกรุงปาฏลีบุตรนั่นเอง ครั้นสร้างเสร็จแล้ว จึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เหลืออยู่ 1 ส่วน บรรจุไว้ในพระมหาสถูปองค์นั้น

เรื่องนี้ต้องพระอุปคุต

ในกาลต่อมา พระเจ้าอโศกมหาราชมีพระราชประสงค์ที่จะทำาการฉลองพระสถูปเจดีย์ เป็นเวลา 7 ปี 7 เดือน 7 วัน จึงนำความไปปรึกษากับหมู่สงฆ์ ซึ่งมีพระโมคคัลลีบุตรเถระเป็นประธาน พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระพร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงอภิญญาทั้งหลาย ได้เล็งญาณดูแล้วเห็นว่าในการทำพิธีฉลองครั้งนี้จะมีพญามารมาทำลายพิธี จึงได้ทำการเฟ้นหาพระเถระผู้มีฤทธิ์ที่จะมาทำการป้องกันภัยอันจะพึงเกิดขึ้นในครั้งนี้

แต่ปรากฎว่าไม่มีผู้ใดที่สามารถจะทำการนี้ได้ จะเห็นมีอยู่ก็แต่ ท่านอุปคุต ซึ่งไปเนรมิตปราสาทแก้ว 7 ประการ จำพรรษาอยู่ในท้องมหาสมุทร เพื่อหลบหนีความวุ่นวายโดยท่านไปนั่งเข้าฌาณสมาบัติอยู่บนรัตนบัลลังค์ในท่ามกลางปราสาทแก้วนั้น โดยไม่ได้ฉันภัตตาหารมาเป็นเวลานาน พระอุปคุตนี้แหละ หากได้นิมนต์มาก็จะสามารถปราบพญามารได้ จึงตกลงใจที่จะไปนิมนต์พระอุปคุตมา สำหรับการไปนิมนต์ครั้งนั้นก็ได้มอบหมายให้พระภิกษุผู้มีฤทธิ์ ได้อภิญญาสมาบัติ 2 รูป เป็นผู้ไปนิมนต์

เมื่อไปถึงที่อยู่ของท่านอุปคุต และได้แจ้งความประสงค์ให้ท่านทราบ ท่านก็ไม่ได้แสดงความขัดข้องแต่ประการใด บอกให้พระภิกษุที่ไปนิมนต์กลับมาก่อน แล้วท่านจะตามมาทีหลัง แต่ที่ไหนได้ …พอพระภิกษุที่ไปนิมนต์กลับมาถึง ก็เห็นท่านอุปคุตมาถึงก่อนแล้ว….นี่แสดงให้เห็นถึงอิทธิฤทธิ์อันน่าอัศจรรย์ของท่านพระอุปคุต


ลองกำลังฤทธิ์

ก่อนที่จะถึงกำหนดการฉลองพระสถูปเจดีย์ พระเจ้าอโศกต้องการจะดูตัวว่าพระเถระไหนหนอที่จะมาทำหน้าที่ป้องกันภัยจากพญามาร พอประธานสงฆ์ชี้ให้ดูว่ารูปนี้ไง ที่จะเป็นผู้ทำหน้าที่ป้องกันภัยจากพญามาร พระเจ้าอโศกก็ชักไม่ค่อยเชื่อใจ เพราะรูปร่างของพระอุปคุตนั้นผอมมาก จะทำการป้องภัยจากพญามารผู้มีฤทธิ์มากได้อย่างไร ในเมื่อไม่เชื่อก็ต้องทดสอบ


วิธี
การทดสอบของพระเจ้าอโศกก็คือ ในตอนเช้า ขณะที่ท่านอุปคุตเข้าไปบิณฑบาตรในพระราชนิเวศน์ พอออกมาก็ให้ปล่อยช้างตกมันเพื่อจะทดลองกำลังฤทธิ์ของท่านพระอุปคุตว่า จะสู้กับช้างของพระองค์ได้หรือไม่ เพราะถ้าหากต่อสู้กับช้างไม่ได้แล้ว ไฉนเลยจะต่อสู้กับพญามารได้

และแล้ว พระเจ้าอโศกก็ได้เห็นประจักษ์ เมื่อช้างตกมันได้วิ่งไปหมายจะบดขยี้ท่านพระอุปคุต…แต่ช้างนั้นต้องพลันชะงักงันหยุดนิ่ง ไม่ไหวติง ร่างกายด้วยอำนาจฤทธิ์ของท่านอุปคุต

พระเจ้าอโศกเห็นดังนั้นจึงได้เข้าไปขอขมาต่อท่านพระอุปคุตที่ได้ทำการลองดี ท่านอุปคุตก็ได้คลายฤทธิ์ ทำให้ช้างนั้นสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ และกลับไปสู่โรงช้างอันเป็นที่อยู่ของตน เหตุการณ์ในวันนั้น ทำให้พระเจ้าอโศกมีความมั่นใจในฤทธานุภาพของท่านพระอุปคุตว่าจะสามารถป้องกันภัยจากพญามารได้


ทรมานเสียให้เข็ด

และแล้ววันสำคัญก็มาถึง นั่นคือวันที่จัดให้มีการฉลองพระมหาสถูปเจดีย์พระเจ้าอโศกพร้อมด้วยข้าราชบริพาร และประชาขนได้พร้อมใจกันจัดเครื่องบูชาอย่างมโหฬาร ตามริมฝั่งแม่น้ำคงคามีการจุดประทีปเป็นอเนกอนันต์นับไม่ถ้วน จนทำให้บริเวณนั้นโชติช่วง มองดูแล้วสว่างไสวคล้ายเวลากลางวัน ขณะที่ทุกคนกำลังปีติอยู่กับการบูชาพระมหาเจดีย์ นั้น เหตุการณ์ที่ใครๆ ไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้น คือได้เกิดลมพายุใหญ่พัดมาชนิดที่ไม่มีเค้ามาก่อนเลย

ท่านพระอุปคุตเห็นดังนั้น ก็จึงได้ใช้ฌาณอภิญญาตรวจดูเหตุที่ทำให้เกิดพายุใหญ่ ก็จึงได้ทราบว่าที่แท้เป็นเพราะอำนาจแห่งพญามารที่หวังจะมาทำลายพิธีนี่เอง ในเมื่อรู้ชัดเช่นนั้นแล้ว ท่านพระอุปคุตก็ไม่รอรี รีบใช้ฤทธิ์ปัดเป่าให้พายุใหญ่ของพญามารอันตรธานหายไปในบัดดล

เมื่อพญามารเห็นว่าใช้พายุใหญ่เพื่อทำลายพิธีไม่ได้ผล ก็รู้สึกโกรธแค้น จึงใช้วิธีการอย่างอื่น ๆ แต่ท่านพระอุปคุตก็สามารถจะเอาชนะได้ทุกอย่าง จนผลที่สุด พญามารก็ได้ถูกพระอุปคุตปราบ โดยวิธีเนรมิตซากสุนัขเน่าซึ่งมีกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง และเต็มไปด้วยหมู่หนอนมองดูแล้วน่าขยะแขยง แล้วเอาผูกติดไว้ที่คอของพญามาร ผูกไม่ผูกเปล่า พระอุปคุตยังได้อธิษฐานจิตลงไปอีกว่า “ไม่ว่าเทพยดา พรหมหรือใครก็ตาม ถ้าจะแก้ก็ขอให้แก้ไม่ออก”

พญามารพยายามจะแก้เอาซากสุนัขนั้นออกจากคอของตนแต่ก็จนปัญญา ไม่สามารถจะแก้ออกได้ จึงจำใจต้องไปไหว้วอนท้าวจาตุมหาราชให้ช่วยแก้ให้ แต่ท้าวจาตุมหาราชก็ไม่สามารถจะช่วยได้ พญามารจึงขึ้นไปขอร้องเทพยดาในชั้นสูง ๆขึ้นไปอีก จนถึงชั้นพรหม แต่ก็ได้ผลอย่างเดิมคือไม่มีใครช่วยได้ จะทำยังไงดีละที่นี้

ก็ต้องกลับไปอ้อนวอนขอร้องท่านพระอุปคุตให้ช่วยแก้ให้ เพราะมีท่านอุปคุตเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถจะช่วยแก้ให้ได้ แต่ก่อนจะแก้ให้ ท่านพระอุปคุตก็ได้สั่งให้พญามารไปทีภูเขา แล้วจึงตามไปแก้ให้ เมื่อแก้ให้แล้ว ท่านพระอุปคุตพิจารณาเห็นว่า ถ้าขืนปล่อยไปตอนนี้ พญามารอาจจะไปรังควาญการทำพิธีของพระเจ้าอโศกอีก ก็จึงได้มัดพญามารไว้ที่ภูเขา บอกว่ารอให้พิธีฉลองพระสถูปเจดีย์ของพระเจ้าอโศกผ่านพ้นไปเสียก่อน แล้วจึงจะมาแก้มัดให้ พญามารจึงเป็นอันต้องถูกผูกมัดติดกับภูเขาเป็นการประจานด้วยโทษฐานเป็นผู้มีใจบาปคอยขัดขวางและทำลายการทำความดีของผู ้อื่น

จากร้าย กลายดี
เมื่องานฉลองพระสถูปเจดีย์ผ่านพ้นไป ท่านพระอุปคุตก็ได้ไปยังภูเขาเพื่อจะไปปลดปล่อยพญามารตามสัญญา เมื่อไปถึง แทนที่พระอุปคุตจะแสดงตัวให้พญามารได้เห็น ท่านก็กลับซ่อนเร้นอยู่ทางเบื้องหลัง เพื่อว่าจะฟังว่าพญามารจะว่ากล่าวอย่าไรบ้าง

พญามารเมื่อละพยศหมดความดุร้ายแล้ว ก็ได้หวนระลึกไปถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ในวันที่พระองค์จะตรัสรู้นั้น ตนได้เคยไปรังควาญต่าง ๆ นานา แต่ทว่าพระองค์ก็ไม่เคยโต้ตอบเลยแม้แต่น้อย พญามารรู้สึกสำนึกถึงโทษที่ตัวได้กระทำ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเลื่อมใสในคุณของพระพุทธเจ้า จึงได้เปล่งวาจาอุทานออกมาว่า
“ถ้าหากข้าพเจ้ามีกุศลที่ได้เคยสร้างสมไว้แล้ว ดังที่พระผู้มี่พระภาคเจ้าทรงบำเพ็ญบุญมารมีไว้เพื่อการตรัสรู้ในอนาคตกาลฉันใด ก็ขอให้ข้าพเจ้าจงได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นในโลกนี้ฉันนั้น เพื่อจะได้เป็นที่พึ่งแก่สรรพสัตว์ และกระทำประโยชน์โปรดเวไนยสัตว์ทั้งปวงในสากลโลก”

เมื่อพญามารได้เปล่งวาจาปรารถนาพุทธภูมิจบลง ท่านพระอุปคุตก็ได้แสดงกายให้ปรากฎแล้วเดินเข้าไปแก้มัดให้ในทันที ต่อจากนั้นท่านก็ได้ให้โอวาทแก่พญามาร ให้ละจิตอันเป็นบาปเสียอย่าได้กระทำกรรมอันหยาบช้าต่อไปอีกเลย และนับตั้งแต่นั้นมา พญามารก็มีจิตอ่อนน้อมศรัทธาในพระพุทธศาสนา ไม่มีความดุร้ายเหมือนดังแต่ก่อน นี่เป็นเพราะฤทธานุภาพของท่านพระอุปคุตโดยแท้ จึงทำให้พญามารได้ละพยศหมดความดุร้าย และกลับใจมาปรารถนาพุทธภูมิ

บางท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ พญามารจึงไม่ได้สำนึก ทำไมมาได้สำนึกในสมัยของพระอุปคุต เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่ว่า พระอุปคุตกับพญามารเคยเป็นคู่ปรับกันมาและพระพุทธเจ้าก็เคยพยากรณ์ไว้แล้วว่า หลังจากพระองค์ดับขันธ์ไปแล้วจะมีพระอรหันต์ผู้มีฤทธิ์รูปหนึ่ง เป็นผู้มาปราบพญามารตนนี้

ตรงนี้แหละ จึงเชื่อกันว่า อุปสรรคใด ๆ จะไม่ยิ่งไปกว่าพญามาร เมื่อพระอุปคุตสามารถปราบพญามารได้ มารอื่น ๆ ย่อมไม่มีฤทธิ์เหนือพญามาร ผู้ที่ต้องการชนะอุปสรรคหรือชนะมารที่มาผจญชีวิต หรือธุรกิจการค้าขายของตน ก็มักบูชาพระอุปคุตอยู่เป็นประจำ

 
บูชาพระอุปคุต หรือ พระบัวเข็ม แบบที่ 2 ของร้านวรันณ์ธรนี้ สร้างจากมวลสาร 9 อย่าง ของขลังหายากมีให้บูชาที่ร้านวรันณ์ธร แห่งเดียวใน จ.อุตรดิตถ์

1. หินเพชรเงินทองนาค
ความเชื่อให้โชคลาภร่ำรวยเงินทอง

2. ไม้พญางิ้วดำ
ความเชื่อเด่นทางด้านมหาอุดคงกระพัน
คลาดแคล้วโชคลาภเมตตามหานิยมป้องกันคุณไสย์มนต์ดำ
3. ไม้กลายเป็นหิน ความเชื่อ มีตบะเดชะทางด้านอำนาจ แคล้วคลาด
ปลอดภัย ความเมตตา และโชคลาภ
4. เพชรหน้าทั่ง ความเชื่อให้โชคลาภเด่นทางค้าขายป้องกันภัยต่างๆ
5. แก้วโป่งข่าม ความเชื่อป้องกันภัยคุณไสย์มนต์ดำเปลี่ยนจากสิ่งร้ายกลายเป็นดี
6. แร่ดูดทรัพย์ ความเชื่อดูดโชคลาภทรัพย์สินเงินทองความร่ำรวยมาให้แก่ผู้ครอบครอง
7. ไหลดำไหลเขียว ความเชื่อพลิกจากร้ายกลายเป็นดีความเจริญมั่นคงก้าวหน้า
ดูดพิษแมลงได้ แก้ของร้อนเป็นสิริมงคลแก่ผู้ครอบครอง
8. รังปลวกกลายเป็นหิน ความเชื่อให้คุณทางด้านสะสมทรัพย์สินเงินทองให้พอกพูนขึ้น
9. แร่น้ำพี้ ความเชื่อล้างอาถรรพ์ป้องกันภูตผีปีศาจมนต์ดำต่างๆ
 
คาถาบูชาพระบัวเข็ม
จิตติ จิตติ จิตตา จิตตัง มิตตะมิตติ เอหิมะมะ อุปปะคุตโต จะมะหาเถโร
นานาปาระมิระสัมมะ นะสัมปันโน อิติปิ โส ภะคะวา มะอะอุ มะหาเมตตา
จะ มะหาราชา สัพพะสะเนหา จะ ปูชิโต สัพพะทุกขัง มะหาลาภัง สัพพะโกพัง วินัสสันตุ ภะวันตุ เม
 

        การันตีว่า วัตถุมงคลที่ร้านวรันณ์ธรสร้างท่านลูกค้าบูชาไปได้วัตถุมงคลที่ดีอย่างแน่นอน เพราะสร้างจากมวลสารของขลังหายาก มวลสารศักดิ์สิทธิ์9อย่าง รวบรวมจากทั่วประเทศ
 
ต้องการบูชาพระอุปคุต 
สีใด โปรดระบุ คลิกที่นี่
 


@line55