หน้าแรก ศูนย์รวมวัตถุมงคลทั้งหมด คลิกที่นี่
เครื่องราง ของขลัง ร้านวรันณ์ธร จังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้ผลิต และจำหน่าย ปลีก-ส่ง ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
โทร
087-7399336 , 089-8608818 , 087-8452061 คุณภัส และพนักงานในร้านรับสาย

     

ลดราคาวัตถุมงคล จัดในช่วงวันแม่แห่งชาติ ลดราคาวันนี้ถึง 5 กันยายน คลิกที่นี่

ประวัติพระพุทธเจ้า ชาติที่ 2 พระมหาชนก [3]

ประวัติพระพุทธเจ้า 10 ชาติ

ชาติที่ 2 พระมหาชนก [3]

ชาติที่ 2 พระมหาชนก

ปริศนาต่างๆ นั้นมีดังนี้

ข้อ ๑. ถ้าผู้ใดทำให้พระราชธิดาสิวลีมีความยินดีได้ก็ให้ยกพระราชสมบัติแก่คนผู้นั้น
      ข้อ ๒. ผู้นั้นจะต้องรู้จักบัลลังก์ ๔ เหลี่ยมว่าที่ใดเป็นทางศีรษะ ที่ใดเป็นทางเท้า
      ข้อ ๓. ผู้นั้นต้องสามารถโก่งคันธนูเมืองได้
      ข้อ ๔. ผู้นั้นต้องหาขุมทรัพย์ได้ ซึ่งขุมทรัพย์นั้นมีดังนี้
๑. ขุมทรัพย์แห่งหนึ่งอยู่ในที่พระอาทิตย์ขึ้น
๒. ขุมทรัพย์แห่งหนึ่งอยู่ในที่พระอาทิตย์อัสดง
๓. ขุมทรัพย์แห่งหนึ่งอยู่ภายใน
๔ ขุมทรัพย์แห่งหนึ่งอยู่ภายนอก
๕. ขุมทรัพย์แห่งหนึ่งมิได้อยู่ข้างนอกและมิได้อยู่ข้างใน
๖. ขุมทรัพย์แห่งหนึ่งอยู่ในที่ลง
๗. ขุมทรัพย์แห่งหนึ่งอยู่ในที่ขึ้น
๘. ขุมทรัพย์แห่งหนึ่งอยู่ระหว่างไม้ทั้ง ๔
๙. ขุมทรัพย์แห่งหนึ่งอยู่ประมาณโยชน์หนึ่ง
๑๐. ขุมทพัย์แห่งหนึ่งอยู่ที่ปลายงา
      พระมหาชนกนั้นได้แก้ปริศนาข้อแรกได้แล้วด้วยเพราะขณะเมื่อทรงเสด็จขึ้นพระตำหนักนั้น องค์หญิงสิวลีเป็นผู้ยื่นพระหัตถ์เข้ามาให้แสดงว่ามีความยินดีในพระองค์แล้ว
      ส่วนปริศนาข้อที่ ๒ พระมหาชนกได้ถอดปิ่นจากศีรษะให้องค์หญิงสิวลี ซึ่งองค์หญิงก็รู้เท่าทันว่าพระมหาชนกต้องการสิ่งใดจึงนำปิ่นนั้นไปวางที่บัลลังก์ ๔ เหลี่ยม พระมหาชนกจึงตอบได้ว่าทางใด
      เป็นศีรษะทางใดเป็นทางเท้า
      ส่วนปริศนาข้อที่ ๓ นั้น พระมหาชนกก็สามารถโก่งคันธนูเมืองได้สำเร็จ ทั้งๆ ที่ธนูคันนี้ต้องใช้คนถึง 1000 คนจึงจะสามารถโก่งคันธนูได้
      ส่วนปริศนาข้อที่ ๔ เป็นการค้นหาขุมทรัพย์ทั้ง ๑๐ ขุม
      ขุมทรัพย์ที่ ๑ อยู่ในที่พระอาทิตย์ขึ้น
บรรดาเสนาอำมาตย์เคยเสาะแสวงหาอย่างไรก็มิอาจพบ แต่พระมหาชนกได้แสดงปัญหาว่าที่ใดเป็นที่ที่พระปัจเจกโพธิเข้ามารับอาหารบิณฑบาตในพระราชนิเวศน์ทุกเช้าขอให้ไปขุดที่นั้น ซึ่งก็ปรากฏว่าเมื่อบรรดาอำมาตย์สั่งให้คนไปขุดอาณาบริเวณที่พระราชาเคยประทับใส่บาตรพระปัจเจกโพธิอยู่เป็นประจำ ก็ปรากฏว่าสามารถพบสมบัติมากมาย บรรดาพวกเสนาอำมาตย์มุขมนตรีพระญาติพระวงศ์และนางกำนัลข้าหลวงชาววังทั้งปวงต่างก็แซ่ซ้องสรรเสริญในพระปัญญาของพระมหาชนกด้วยความปีติยินดีเป็นยิ่งนัก

ขุมทรัพย์ที่ ๒ อยู่ในที่พระอาทิตย์อัสดง
      ข้อนี้พระมหาชนกได้ทรงแสดงปัญหาว่าเวลาที่พระปัจเจกโพธิจะกลับในทางใด หากพระราชาเคยไปส่งในทางนั้นก็ให้ไปขุดทรัพย์สมบัติ ณ ที่นั้น
      บรรดาเสนาอำมาตย์ที่เคยพากันไปขุดหาทรัพย์สมบัติบริเวณทิศตะวันตกของวังแล้วไม่พบ จึงได้พากันกระทำตามคำของพระมหาชนกด้วยการไปขุดยังบริเวณที่พระราชาเคยประทับยืนส่งพระปัจเจกโพธิทุกๆ เช้า ซึ่งก็ปรากฏว่าพบทรัพย์สมบัติมากมายอีกครั้งหนึ่ง
     ขุมทรัพย์ที่ ๓ อยู่ภายใน
      พระมหาชนกได้แก้ว่าให้ไปขุดที่ใกล้ประตูพระราชนิเวศน์ซึ่งก็ปรากฏว่ามีทรัพย์สมบัติฝังอยู่บริเวณนั้นจริง
      ขุมทรัพย์ที่ ๔ อยู่ภายนอก
     พระมหาชนกได้ให้คนไปขุดที่ประตูพระราชนิเวศน์แต่เป็นบริเวณด้านนอก และก็ได้พบทรัพย์สมบัติขุมใหญ่อยู่ ณ บริเวณนั้นเช่นกัน
      ขุมทรัพย์ที่ ๕ มิได้อยู่ข้างนอกและมิได้อยู่ข้างใน
     ในข้อนี้พระมหาชนกได้ให้คนขุดลงที่ธรณีประตูพระราชนิเวศน์แล้วก็พบทรัพย์สมบัติถูกฝังไว้ในนั้นจริง
      ขุมทรัพย์ที่ ๖ อยู่ในที่ลง
     ข้อนี้พระมหาชนกให้ขุดหาทรัพย์สมบัติในบริเวณที่พระราชาองค์ก่อนได้เสด็จลงจากคชสารเป็นประจำ ซึ่งก็ได้พบทรัพย์สมบัติฝังอยู่เป็นจำนวนมาก ณ ที่นั้น
      ขุมทรัพย์ที่ ๗ อยู่ในที่ขึ้น
      ข้อนี้พระมหาชนกให้ขุดที่ประตูขึ้นพระราชนิเวศน์และก็พบว่ามีทรัพย์สมบัติถูกฝังอยู่ในพื้นดินใต้ประตูพระราชนิเวศน์จริง
     ขุมทรัพย์ที่ ๘ อยู่ระหว่างไม้ทั้ง ๔
     ข้อนี้พระมหาชนกได้ให้ขุดหาที่บริเวณทวารประตูทั้ง ๔ แห่ง ที่มีพระแท่นทำด้วยไม้รัง ซึ่งพวกทหารก็พบทรัพย์สมบัติทั้ง ๔ แห่งเป็น จำนวนมาก
     ขุมทรัพย์ที่ ๙ อยู่ประมาณโยชน์หนึ่ง
      ข้อนี้พระมหาชนกให้ขุดหาจากบริเวณพระแท่นบรรทมวัดออกไปทั้ง ๔ ศอก คือทั้ง ๔ ทิศ ซึ่งก็พบทพัย์สมบัติเป็นจำนวนมาก
      ขุมทรัพย์ที่ ๑๐ อยู่ที่ปลายงา
     ข้อนี้พระมหาชนกให้ขุดหาที่โรงคชสาร โดยขุดตรงบริเวณที่พระยาเศวตกุญชรนั้นยืนอยู่ และปลายงาโค้งลงจรดดิน ณ บริเวณใดก็ให้ขุดบริเวณนั้น ซึ่งเมื่อขุดแล้วก็พบทรัพย์สมบัติเป็นจำนวนมากเช่นเดิม

ด้วยพระปฏิภาณอันปราดเปรื่องของพระมหาชนกนี้ ทำให้บรรดาข้าราชบริพารและพสกนิกรทั้งปวงต่างก็ยกย่องสรรเสริญแซ่ซ้องพระปัญญาบารมีของพระมหาชนกกันทั่วไปทั้งนคร
ครั้นเมื่อจัดพิธีอภิเษกและพิธีเฉลิมฉลองเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว พระมหาชนกก็จัดให้สร้างโรงทานทั้ง ๖ แห่ง และจ่ายแจกพระราชทรัพย์บำเพ็ญบุญกุศลเป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน และได้เปิดเผยความจริงแก่คนทั้งปวงว่า พระองค์นั้นเป็นพระราชโอรสของพระราชาอริฏฐชนกผู้เป็นเชษฐาของพระเจ้าโปลชนกผู้สื้นพระชนม์ไปไม่นานนี้นั่นเอง
      จากนั้นพระมหาชนกก็ครองคู่อยู่กับเจ้าหญิงสิวลีอัครมเหสีอย่างมีความสุข ทรงปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขโดยถ้วนหน้า
      วันหนึ่งพระมหาชนกเสด็จประพาสอุทยานได้ทรงสังเกตเห็นมะม่วงต้นหนึ่งมีลูกดกเต็มต้น จึงได้เก็บมาเสวยลูกหนึ่งแล้วก็ประพาสสวนต่อไปจนกระทั่งเย็นย่ำ
      ครั้นเมื่อเสด็จกลับออกไปในเพลาเย็นก็ต้องแปลกพระทัยที่เห็นมะม่วงต้นเดิมนั้นดูทรุดโทรมผิดไปจากเดิม ลูกดกที่เต็มต้นก็หายไป กิ่งก้านที่งดงามก็หักรานยับเยินสิ้นไป
      เมื่อตรัสถามพนักงานผู้รักษาสวนก็ตอบว่า บรรดาพสกนิกรนั้นพากันมาแย่งยื้อเก็บมะม่วงต้นนี้ไปกิน เพราะเห็นว่าเป็นต้นที่พระราชาได้เสวย
      ในฉับพลันทันใดนั้นเองพระมหาชนกจึงได้ดำริว่า มะม่วงต้นนี้ต้องได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนก็เพราะมีลูกเหมือนกับเช่นพระองค์ที่มีพระราชสมบัติมากมาย ซึ่งจะต้องได้รับภัยและได้รับทุกข์ร้อนในวันหนึ่งเช่นกัน
      นับจากนั้นพระมหาชนกจึงทรงจำศีลบำเพ็ญภาวนาอยู่แต่ในพระตำหนักมิออกว่าราชกิจราชการอีกต่อไป
     ครั้นเมื่อเวลาล่วงเลยไปถึง ๕ เดือนแล้ว พระมหาชนกก็ให้พระกัลบกปลงพระเกศาและพระมัสสุออกเสียทั้งหมด จากนั้นทรงนุ่งห่มผ้ากาสาวะเตรียมเสด็จออกจากพระราชวังไปบำเพ็ญพรตในป่า
      ขณะนั้นพระสีวลีอัครมเหสีได้เสด็จขึ้นมาเข้าเฝ้าบนตำหนักหลวงด้วยเพราะมิได้พบหน้าพระสวามีเป็นเวลา ๕ เดือน ตั้งแต่พระองค์ทรงบำเพ็ญศีลภาวนาอยู่แต่ในพระตำหนัก โดยสั่งห้ามมิให้
      ผู้ใดเข้าไปรบกวน
      องค์หญิงสิวลีนั้น เมื่อขึ้นไปบนตำหนักก็พบแต่เครื่องทรงของกษัตริย์วางทิ้งไว้ จึงเฉลียวใจว่าเมื่อครู่นี้ทรงสวนกับพระปัจเจกโพธิองค์หนึ่ง จึงคิดว่าเป็นพระมหาชนกพระสวามีของพระนางเป็นแน่
      ดังนั้นองค์หญิงสิวลีจึงพานางสนมกำนัลวิ่งตามพระมหาชนกไปพร้อมกับกันแสงร่ำไห้เรียกหาผู้เป็นพระสวามีของพระนาง
องค์หญิงสิวลีได้ทำอุบายให้คนจุดไฟขึ้นทั่วพระนคร แล้วกราบทูลเชิญให้พระมหาชนกเสด็จกลับเข้าวังก่อนที่ไฟจะไหมพระราชวังและทรัยพ์สมบัติเสียหมด แต่ทว่าพระมหาชนกก็มิใส่ใจในทรัพย์สมบัตินั้นยังคงเสด็จต่อไปมิหันหลังกลับ
     พระสิวลีอัครมเหสีจึงให้บรรดาเสนาอำมาตย์มุขมนตรีผู้ใหญ่มาวิงวอนขอร้องให้พระมหาชนกเสด็จคืนกลับวัง แต่ทว่าพระองค์ก็ยังคงเสด็จมุ่งสู่ป่าดงพงไพร แต่ครั้นเมื่อเห็นว่าคณะของอัครมเหสีและข้าราชบริพารยังตามติดมาไม่หยุดยั้งจึงได้ทรงขีดเส้นหนึ่งบนพื้นดิน แล้วกล่าวว่า ถ้าเห็นว่าพระองค์ยังเป็นพระราชาอยู่ก็ขอให้ทุกคนจงเชื่อฟังหากบุคคลใดข้ามเส้นนี้ตามไปจะต้องได้รับพระราชอาญาเป็นแน่
      เมื่อเป็นดังนั้นคณะข้าราชบริพารก็มิกล้าที่จะตามติดพระองค์ต่อไปอันเป็นการล่วงละเมิดพระราชกระแสรับสั่ง
      พระสิวลีอัครมเหสีนั้นทรงมีปฏิภาณไหวพริบล้ำเลิศเป็นยิ่งนัก ขณะที่ทรงกันแสงนั้น ก็ได้ทรงกลิ้งเกลือกพระวรกายลงกับพื้นดินจนกระทั่งเส้นที่ขีดบนพื้นดินนั้นจางหายจึงสามารถชักชวนคนทั้งปวงติดตามพระมหาชนกไปได้อีก
เมื่อพระมหาชนกทรงเสด็จเรื่อยไปจนเข้าเขตเมืองปุนันนครและได้ทรงเก็บเนื้อชิ้นหนึ่ง ซึ่งสุนัขคาบวิ่งหนีเจ้าของมาแล้วทำตกลงบนพื้นดิน เมื่อพระอัครมเหสีทอดพระเนตรเห็นพระสวามีหยิบชิ้นเนื้อจากพื้นทรายขึ้นปัดฝุ่นแล้วใส่ลงในบาตรก่อนจะนำไปนั่งฉันใต้ร่มไม้แห่งหนึ่งนั้น ก็ให้บังเกิดความสลดหดหู่ใจและมั่นใจแล้วว่าชะรอยพระสวามีคงจะมุ่งมั่นฝักใฝ่ในทางธรรม ปรารถนาจะประพ ฤติองค์เป็นนักบวชโดยไม่กลับคืนสู่พระนครเป็นแน่แล้ว
  แต่ด้วยความอาลัยรักพระอัครมเหสีจึงยังทรงตามเสด็จพระมหาชนกเรื่อยไป
 พระมหาชนกได้ทรงสังเกตเห็นเด็กผู้หญิงเล็กๆ คนหนึ่ง ใส่กำไลมือทั้งสองข้าง มือข้างหนึ่งใส่กำไลเส้นเดียวกำไลนั้นก็ไม่เกิดเสียงอันใด ในข้อที่มืออีกข้างหนึ่งใส่กำไลสองเส้น กำไลทั้งสองก็กระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งตลอดเวลา พระมหาชนกจึงดำริว่าสตรีนั้นเป็นมลทินของการประพฤติพรหมจรรย์สมควรที่จะให้พระอัครมเหสีหยุดติดตามและแยกทางไปเสียอีกทางหนึ่ง
      ครั้นเมื่อถึงทาง ๒ แพร่ง พระมหาชนกจึงตรัสแก่พระมเหสีว่า “น้องหญิงเอ๋ย น้องจงเลือกเอาเถิดว่าจะไปทางซ้ายหรือทางขวา ขอให้เราแยกทางเดินกันนับแต่นี้เถิด”
      พระนางสิวลีทรงเลือกทางซ้าย ครั้นเมื่อพระมหาชนกเสด็จแยกทางไปยังเบื้องขวาแล้ว พระอัครมเหสีก็ยังแอบตามเสด็จไปทางเบื้องหลังของพระมหาชนกอีกด้วยความอาลัยรักอย่างลึกซึ้งและมิอาจหักห้ามพระทัยได้
      เมื่อถูกพระสวามีตัดรอนความสัมพันธ์อย่างสิ้นเยื่อขาดใยเช่นนั้น พระอัครมเหสีถึงกับร้องไห้ฟูมฟายปิ่มว่าจะขาดใจ แม้จะร่ำไห้จนสิ้นสติไปก็มิอาจจะทำให้พระมหาชนกหันหลังกลับมาดังเดิมได้
      พระนางสิวลีอัครมเหสีจึงทรงได้คิดว่าพระมหาชนกผู้เป็นพระสวามีของพระนางนั้นสามารถสละได้ซึ่งราชบัลลังก์และทรัพย์สมบัติทั้งหลายทั้งปวง แล้วเหตุไฉนตัวพระนางนั้นจะยังมีความอาลัยอาวรณ์ในทรัพย์สมบัติทั้งปวงอยู่อีกเล่า  เมื่อดำริได้ดังนั้นพระนางสิวลีจึงรับสั่งต่อข้าราชบริพารและนางข้าหลวงทั้งปวงว่า พระนางจะออกตามเสด็จพระมหาชนกไปบรรชาด้วยเช่นกัน ขอให้อภิเษกเจ้าองค์อื่นขึ้นเสวยราชย์ต่อไปเถิด  หลังจากนั้นพระนางสิวลีก็เสด็จออกบวช ครั้นเมื่อสิ้นพระชนม์ในภพนี้แล้ว ก็ได้ไป

คลิกที่นี่ ดูสุดยอด เครื่องราง ของขลังทั้งหมด

ติดต่อบูชา เครื่องราง ของขลังบนเว็บ รับสายเวลา 8.30-17.30 น. ทุกวัน

โทร089-8608818, 087-7399336, 087-8452061 คุณภัส และพนักงานร้านรับสาย

เบอร์ร้าน และ Fax  055428495 ที่อยู่ร้านวรันณ์ธร 23/4 ม.4 ต.คุ้งตะเภา อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ 53000

ร้านอยู่สายเอเซีย ถนน สายพิษณุโลก - อุตรดิตถ์ ทางหลวงหมายเลข 11 อยู่บริเวณ 3 แยกคุ้งตะเภา