เครื่องราง ของขลัง หายาก กว่า 2000 รายการ
ร้านวรันณ์ธร จังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้สร้างวัตถุมงคล เครื่องราง ของขลัง ผลิต และจำหน่าย ส่ง ทั้งในประเทศ และต่างประเทศทั่วโลก
โทร
087-7399336 , 089-8608818 , 087-8452061 คุณภัส และพนักงานในร้านรับสาย

โปรโมชั่นแจกหลวงปู่ทวดรุ่น9เหล็กไหล
บูชาวัตถุมงคล บนเว็บ Utdid.com  หรือหน้าร้านวรันณ์ธร ทุก 500 บาท รับหลวงปู่ทวดรุ่น 9 เหล็กไหล 1 องค์
ดูข้อมูลหลวงปู่ทวด รุ่น 9 เหล็กไหล คลิกที่นี่  บูชาวัตถุมงคล 5,000 พันบาท รับ 10 องค์ บูชา 10,000 หมื่นบาท รับ 20 องค์

สั่งวัตถุมงคลทุกอย่างบนเว็บ แถมชุดของขลังต่างๆ มากมาย ดูรายละเอียด คลิกที่นี่

โบราณสถานและสิ่งสำคัญของอุตตรดิตถ์

 
 
 
โบราณสถานและสิ่งสำคัญของอุตรดิตถ์
 

           จังหวัดอุตตรดิตถ์ตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบัน  มีโบราณสถานและวัตถุโบราณกับทั้งสิ่งสำคัญอันน่าสนใจมากมายหลายแห่งหลายท้องที่  เช่น

           

          
 

 
 
   ๑.  พระแท่นศิลาอาสน์  พุทธปูชนียสถานอันสำคัญทางพระพุทธศาสนา  ซึ่งมีมาตั้งแต่ครั้งโบราณไม่ทราบว่านานมาแล้วกี่ร้อยกี่พันปีละไม่มีผู้ใดยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้พบเห็นมาก่อน  ในรัชกาลใด  เป็นแต่เพียงเล่าสู่กันฟังต่อ ๆ มาว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เคยเสด็จมาประทับที่บนเนินเขาต่ำ ๆ แห่งนี้ ซึ่งเรียกกันว่า ภูเขาทอง เป็นเนินเขาศิลาแลงส่วนมาก   และบนเนินแห่งนี้มีแท่นหินศิลาแลงสี่เหลี่ยมผืนผ้าปรากฏอยู่ ณ ที่นั้นด้วย เมื่อองค์พระบรมศาสดาเจ้าเสด็จมาถึงก็ทรงประทับนั่งบนแท่นหิน ดังกล่าวนี้เพื่อเสวยพระภัตตาหารและที่ข้างแท่นหินนั้นมีต้นพุทราอยู่ต้นหนึ่งซึ่งพระองค์ให้พระอานนท์พุทธอุปัฏฐากนำบาตรไปแขวนไว้ที่ต้นพุทรานั้น ต่อมาชาวบ้านจึงพากันเรียกพุทราต้นนี้ว่า     “ต้นพุทราแขวนบาตร” เมื่อพระองค์ทรงประทับแท่นหินนั้นแล้ว ก็เสด็จมายังวัดพระยืนพุทธบาทยุคล ซึ่งอยู่ริมเนินเขาแห่งนั้นทางด้านทิศตะวันออกและเดิมเป็นป่าไม่ขนาดใหญ่พระองค์ทรงเดินชมทิวทัศน์ไปทั่วบริเวณแล้วทรงทอดพระเนตร ไปทางทิศเหนือ ซึ่งมีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่ง ต่อมาหนองน้ำแห่งนั้นก็เลยเรียกกันว่า “หนองพระแล” พระองค์ทอดพระเนตรแลดูไปจนลับสายพระเนตรที่เรียกกันว่า “ลับแล”

                  

           ประวัติเรื่องพระแท่นศิลาอาสน์นี้มีผู้กล่าวกันหลายอย่าง แต่ที่อ้างกันมานั้นจะมีหลักฐานอะไรประกอบด้วยก็ยังหาหลักฐานไม่ได้แน่นอน  เพียงแต่กล่าวกันต่อ ๆ มาว่าพระแท่นดังกล่าวนี้เคยเป็นที่ประทับอธิฐานบารมีเพื่อหวังเป็นพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ หรือเรียกกันว่า  ”พระเจ้า ๕ พระองค์”  โดยมีพระโคนาคมโน พระกัสสโป พระสมณโคดม และพระเมตเตยยะ  (พระศรีอริยเมตไตรย์) และถัดออกไปทางทิศใต้ มีแท่นอีกแท่นหนึ่งเรียกว่า  “แท่นดอกไม้”  อ้างกันว่าเป็นแท่นที่บรรดาช้างป่านำดอกไม้มาถวายแก่พระองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถัดจากแท่นดอกไม้ออกไปก็มีบ่อเล็ก ๆ อีกแห่งกล่าวกันว่าเป็น “สระมดง่าม”  ซึ่งมีพญายักษ์จะเข้ามานมัสการพระพุทธเจ้าแต่บังเอิญไปเหยียบเอาฝูงมดง่ามจนเป็นบ่อลึกจึงเรียกสระมดง่าม   สิ่งเหล่านี้ปัจจุบันไม่มีเหลือแล้วกลายเป็นที่ไร่ที่นาหมด

                  

             ก่อนพ.ศ.๒๔๔๙  การมานมัสการพระแท่นศิลาอาสน์แห่งนี้  ต่างจังหวัดต้องเดินทางมาทางเรือ ส่วนทางบกต้องใช้ช้างหรือม้าเป็นพาหนะ หนทางก็เปลี่ยวมีโจรร้ายและสัตว์ร้ายต่าง ๆ ชุกชุม  สมัยนั้นรถไฟรถยนต์ยังไม่มี

                  

           

  

  ๒. วัดพระฝาง  วัดพระฝางสว่างคบุรีเป็นโบราณสถานทางประวัติศาสตร์  เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งสุดท้าย พระมหาเรือนหรือที่เรียกกันกว่า  “เจ้าพระฝาง”  ได้มาร่วมพวกเป็นก๊กขึ้น วัดพระฝางเป็นโบราณสถานที่สำคัญเป็นที่ ๒ รองมาจากพระแท่นศิลาอาสน์ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน ห่างจากตัวจังหวัดออกไปประมาณ ๑๖ กิโลเมตร  เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ เสด็จมาอุตตรดิตถ์ พระองค์ได้เสด็จไปทอดพระเนตรวัดพระฝางแห่งนี้ด้วย  เมื่อปีพ.ศ.๒๔๔๓

                  

            ๓.  เมืองลับแล  เป็นเมืองมาแต่ครั้งโบราณ เดี๋ยวนี้เป็นอำเภอลับแล อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ    กิโลเมตร เมือพ.ศ.๒๓๕๑ แม่ทัพพม่าได้เข้าตีเมืองลับแล เพื่อรวบรวมเอาเสบียงอาหาร แม่ทัพคนนี้มีชื่อว่าชิกชิกโบ ลับแลเป็นพื้นที่มีผลไม้มาก เช่น ทุเรียน ลางสาด มังคุด หมาก พริกแห้ง ไม้กวาดดอกหญ้า  เฉพาะลางสาดและไม้กวาดดอกหญ้าเป็นของที่ขึ้นชื่อลือนามมาก

                 

            ๔.  บ่อเหล็กน้ำพี้  เป็นบ่อเหล็กที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มาแต่โบราณตลอดจนมาถึงทุกวันนี้ กล่าวกันว่าครั้งสมัยโบราณพระมหากษัตริย์ของไทยเมื่อได้ขึ้นเสวยพระราชสมบัติก็จะต้องมีพระราชดำรัสสั่งให้ไปนำเหล็กน้ำพี้ที่

เมืองอุตตรดิตถ์มาทำเป็นพระแสง  ตลอดมาจนถึงพระราชวงศ์จักรีก็ใช้เหล็กน้ำพี้มาทำเป็นพระแสงประจำพระองค์  จนมาถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๗ ก็ได้นำเหล็กน้ำพี้ไปทำเป็นพระแสงเช่นเดียวกัน สำหรับพระบาทสมเด็จพระภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  รัชกาลที่    องค์ปัจจุบันก็ทรงดำเนินตามอย่างที่รัชกาลก่อน ๆ ได้ทรงปฏิบัติสืบต่อกันมาทุกพระองค์  เหล็กที่จะทรงนำไปทำพระแสงดังกล่าวนี้  จะต้องไปนำเอามาจากบ่อเหล็กน้ำพี้

เมืองอุตตรดิตถ์  เพียงแห่งเดียว  ด้วยเหตุดังกล่าวนี้บ่อเหล็กน้ำพี้  จึงทำให้พวกชาวบ้านพากันเรียกว่า  “บ่อพระแสง”  มาจนถึงทุกวันนี้

                  

           เฉพาะที่บ่อพระแสงนี้  ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปเอาเหล็กน้ำพี้ไปใช้ประโยชน์อะไรเลย  พวกเขาเชื่อกันว่า  มีเจ้าที่เฝ้าอยู่ประจำและหวงแหนมาก  ถ้าพ้นออกไปจากบ่อดังกล่าวนี้แล้ว  ใครจะเอาไปทำอะไรก็ได้ตามชอบใจ  แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังมีปรากฏว่า  ใครจะเอาเหล็กน้ำพี้  จากบ่อพระแสงแห่งนี้จะต้องมีการเซ่นสังเวยสักการะขออนุญาตเสียก่อนทุกครั้ง

                  

           บริเวณบ่อพระแสงนี้  ในระยะใกล้กันมีบ่ออีกแห่งหนึ่งเรียกกันว่า  “บ่อพระขันธ์”  บ่อพระแสงหรือบ่อเหล็กน้ำพี้แห่งนี้อยู่ห่างจากตัวจังหวัดอุตตรดิตถ์ไปทางตอนใต้ประมาณไม่เกิน  ๔๐  กิโลเมตร  ปัจจุบันนี้มีทางรถยนต์เข้าไปถึงบ่อได้สะดวกและอยู่ในท้องที่บ้านน้ำพี้อำเภอเมืองอุตรดิตถ์

                  

           ๕.  พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์  พระพุทธรูป พระองค์นี้ได้รับการถวายพระนามว่า  หลวงพ่อเพชร  เป็นพระพุทธรูปคู่เมืองอุตรดิตถ์มีประชาชนทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดเคารพนับถือกันมาก  ตลอดทั้งชาวจีนและต่างชาติ  เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร  ปางเชียงแสนสิงห์ ๑ หน้าตักกว้างเกือบ    ศอก  เนื้อทองสุกปลั่งเป็นสีนาค

                   

          

 

ประวัติหลวงพ่อเพชรองค์นี้  หลวงอุปัชฌาย์ด้วง  เจ้าอาวาสวัดหมอนไม้  (เดิมชื่อวัดท่าดอกไม้)  ได้ไปเป็นอุปัชฌาย์บวชพระที่วัดไผ่ล้อม  ตำบลไผ่ล้อม  ได้เป็นผู้ไปพบจมอยู่ในจอมปลวก  จึงได้ช่วยกันนำมาไว้ที่วัดหมอนไม้เมื่อปี  พ.ศ.๒๔๓๐  ท่านเสร็จจากการบวชพระแล้วก็เดินไปตามทุ่งนา  ท่านได้เห็นที่แห่งหนึ่งเป็นโคกสูงท่านจึงแวะเข้าไปดู  และใช้ไม้เท้าเขี่ยดินที่ยอดสูงของโคกนั้น  จึงเห็นว่าเป็นเกศพระพุทธรูปท่านจึงเอาดินกลบไว้ดั่งเดิม  บริเวณนั้นท่านเห็นว่าเป็นวัดเก่าแต่เป็นวัดร้างไปแล้ว  เมื่อกลับมาถึงวัด  ท่านจึงได้ชักชวนญาติโยม  และพระภิกษุสงฆ์ในวัดไปช่วยกันขุดดินปลวกออก  แล้วนำพระพุทธรูปมาไว้ที่วัดหมอนไม้  ชั้นแรกเอาตั้งไว้ที่หาดทรายริมแม่น้ำน่านตรงหน้าวัด  ช่วยกันขัดถูเอาดินออกแล้วจึงช่วยกันนำเอาไปไว้บนกุฏิ

                  

           ต่อมาหลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วง  ได้นำพระพุทธรูปองค์นั้นไปถวายให้แก่หลวงพ่อเพชรเจ้าอาวาสวัดวังเตาหม้อ  (วัดท่าถนน)  หลวงพ่อเพชรท่านนำไปประดิษฐานไว้ในโบสถ์ทำการสักการบูชาตลอดมา

                  

           ครั้งนั้น  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่    ได้ทรงสร้างวัดเบญจมบพิตรขึ้น  พรระองค์จึงทรงมีพรระดำรัสสั่งบรรดาเมืองเหนือจัดหาพระพุทธรูปหล่อขนาดใหญ่ส่งไปถวายพระองค์  เพื่อจะทรงนำมาประดิษฐานเป็นพระระเบียงในวัดเบญจมบพิตรแห่งนั้น  พระพุทธรูปสัมฤทธิ์หลวงพ่อเพชรวัดวังเตาหม้อองค์นั้นก็ถูกขอในนามของพระพุทธเจ้าหลวง  และส่งลงไปกรุงเทพฯ  พระพุทธรูปหลวงพ่อเพชรไปอยู่ในวัดเบญจมบพิตรประมาณ 

๑๐  ปี  ก็ส่งคืนกลับมาอยู่วัดวังเตาหม้ออุตตรดิตถ์ตามเดิม  มีผู้กล่าวว่า  สมเด็จพระพันปีหลวงได้ทรงพระนิมิตรฝันว่าพระพุทธรูปหลวงพ่อเพชรเข้าฝันบอกให้ส่งคืนไปไว้ที่เดิมในเมืองอุตตรดิตถ์เพราะพระองค์ทรงห่วงประชาชนลูก ๆ  ของท่านในเมืองอุตตรดิตถ์

                  

            ถ้าท่านได้เข้าไปนมัสการท่านจะได้เห็นอักษรจารึกไว้ที่ฐานของพระพุทธรูปหลวงพ่อเพ็ชร์พระองค์นี้ว่า  “พระพุทธรูปองค์นี้  เมื่อ  ร.ศ.๑๑๙  พ.ศ.๒๔๔๓  พระจุลจอมเกล้าฯ  รัชกาลที่    ได้เชิญจากวัดท่าถนนไป

วัดเบญจมบพิตร  ครั้น ร.ศ.๑๒๙  พ.ศ.๒๔๕๓  หลวงนฤบาล  (จุพันยา)  อัญเชิญกลับมาไว้ที่วัดท่าถนนโดยพรระราชทานคืนหลวงพ่อเพชรเจ้าอาวาสผู้เป็นเจ้าของหลวงพ่อสัมฤทธิ์”

            

            แต่เมื่อพระพุทธรูปสัมฤทธิ์หลวงพ่อเพชรอันเป็นที่รักและโปรดปรานเคารพของท่านได้ถูกนำเอาไปกรุงเทพฯ  เช่นนั้นหลวงพ่อเพชรเจ้าอาวาสวัดวังเตาหม้อผู้เป็นเจ้าของหลวงพ่อเพชรพระสัมฤทธิ์  ท่านเสียใจมาก  แต่ไม่อาจขัดพระบรมราชโองการของเจ้าฟ้าแผ่นดินได้  ถึงกับได้ปฏิญาณว่าจะไม่ขออยู่ที่วัดนี้อีกต่อไป  แล้วท่านก็ออกจากวัดไปตั้งแต่วันที่เขานำเอาพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ของท่านไป  ท่านออกจากวัดไปโดยไม่มีใครทราบเลยแม้นแต่พระสงฆ์สามเณรในวัดก็ไม่มีใครทราบว่าหลวงพ่อท่านไปตั้งแต่เมื่อไร  พวกญาติโยมที่รู้ข่าวพากันมาไต่ถามกันเซ็งแซ่ไปหมด  บางคนถึงกับร้องไห้คิดถึงท่านและเป็นห่วง  เมื่อท่านออกจากวัดไปแล้วท่านก็ไปอยู่ตามป่าตามเขาจนในที่สุดท่านก็ได้ถึงแก่มรณภาพอยู่บนเขานาตารอดแถว ๆ  บริเวณบ้านด่าน  พวกญาติโยมรู้ข่าวก็พากันไปนำศพของท่านกลับมาบำเพ็ญกุศลที่วัดวังเตาหม้ออันเป็นสถานที่เดิมของท่าน  จากนั้นต่อมา  ประชาชนชาวจังหวัดอุตตรดิตถ์จึงถวายพระนามหลวงพ่อสัมฤทธิ์องค์นั้นว่า  “หลวงพ่อเพชร”  แทนองค์เดิมผู้เป็นเจ้าของ  ชาวอุตตรดิตถ์นับถือพระพุทธรูปหลวงพ่อเพชรองค์นี้ว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสามารถบรรเทาความเดือดร้อนต่าง ๆ ให้แก่ตนได้ไม่ว่าจะเจ็บไข้ได้ป่วยหรือมีเหตุร้ายอย่างไรเมื่อได้มากล่าวบนบานขอความช่วยเหลือก็มักได้ผลสำเร็จทุกครั้ง  ที่สำคัญที่สุดก็คือเมื่อเกิดไฟไหม้ตลาดอุตรดิตถ์ถึง    ครั้ง    คราว  โบสถ์และสิ่งก่อสร้างที่อยู่ห่างกับวิหารหลวงพ่อเพียงระยะ  – ๔ วา  ก็ถูกพระเพลิงเผาไหม้จนเป็นเถ้าถ่านไป  แต่วิหารที่ประดิษฐานหลวงพ่อเพชรไฟไม่อาจลุกลามเข้าไหม้ได้  เพียงแต่บานหน้าต่างและประตูด้านที่ไฟไหม้นั้นเกรียมดำไปบ้างเล็กน้อยเท่านั้น  ไม่ถึงกับเสียหายมากนัก  มีพระภิกษุและสามเณร  ที่หนีไฟเข้าไปอยู่ในวิหาร  บอกว่าน้ำพระพุทธมนต์ในโอ่งที่ตั้งอยู่ในวิหารเดือดพล่านจนแห้งเกือบหมดโอ่งเพราะความร้อนของเปลวเพลิง  จึงเป็นที่น่าอัศจรรย์มาก  ดังนั้นประชาชนจึงเลื่อมใสศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทั่วไป

                  

             ดังนั้นหลวงพ่อเพชรพระพุทธรูปองค์นี้จึงนับเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของจังหวัดอุตรดิตถ์  ปัจจุบันนี้มีผู้เข้ากราบนมัสการทุกวันมิได้ขาดตลอดทั้งวันแม้ใบเซียมซีเสี่ยงทายในวิหารก็มีผู้นิยมว่าแม่นยำเป็นส่วนมาก  ตู้รับบริจาคเงินจากผู้ศรัทธาในวิหารวันละเป็นเงินไม่น้อย  ถ้าเป็นฤดูเทศกาลต่างๆ  ยิ่งมากกว่าวันธรรมดา  เวลานี้ทางวัดเปิดให้ผู้เข้านมัสการ  เริ่มตั้งแต่  ๖ โทงเช้า  และปิดเวลา    โมงเย็นเป็นประจำทุกวัน

                  

             ๖.  พระสัมฤทธิ์วัดพระยืนฯ  พระสัมฤทธิ์องค์นี้  เดิมประดิษฐานอยู่มณฑปซึ่งวัดพระยืนพุทธบาทยุคล  สร้างคลุมรอยพระพุทธบาทจำลองไว้  วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาทางด้านทิศตะวันออก  อยู่ริมสุดของเขาซึ่งติดกับถนนทางไป

ศรีสัชนาลัย  (หาดเสี้ยว)  มีเขตติดต่อกับวัดพระแท่นศิลาอาสน์  เหตุของการที่ได้พบพระพุทธรูปสัมฤทธิ์องค์นี้  เนื่องจากครั้งนั้นมีแม่ชี    คน  มาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช  ได้เข้าไปนมัสการพระพุทธบาทจำลองในมณฑปดังกล่าว  เมื่อปีพ.ศ.๒๔๙๑  และพระพุทธรูปสัมฤทธิ์องค์นี้อยู่ในมณฑปแห่งนั้นด้วย  แม่ชีทั้ง    คน  นมัสการรอยพระพุทธบาทจำลองแล้วจึงกระทำสักการะนมัสการพระพุทธรูปสัมฤทธิ์สำรวมจิตเจริญภาวนา  ทันใดนั้นก็บังเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ประหลาดใจขึ้นคือเป็นแสงรัศมีพุ่งออกมาจากพระกายของพระพุทธรูปดังกล่าว  พวกแม่ชีจึงพากันเข้าไปเล่าเหตุการณ์ที่ได้ประสบมาให้เจ้าอาวาสฟัง  ซึ่งขณะนั้นพระวินัยธรสุเวทย์เป็นเจ้าอาวาสวัดจึงได้ไปเคาะพระพุทธรูปดูก็ปรากฏว่าปูนที่พอกคลุมองค์พระแตกหลุดออกมาเป็นบางส่วน  ทำให้แลเห็นภายในเป็นเนื้อทองสัมฤทธิ์  จึงได้จ้างช่างมากะเทาะปูนจนหมด  ปรากฏว่าเป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์สีนาคปางมารวิชัย  (สดุ้งมาร)  สมัยสุโขทัย  หน้าตักกว้าง  ๕๕   นิ้ว  สูงจากฐานถึงยอดพระเกศ  ๖๖  นิ้ว  เมื่อขัดถูตบแต่งแล้ว  พระพุทธลักษณะสุกปลั่งงามมาก  พอดีกับทางวัดได้สร้างวิหารขึ้นไว้หลังหนึ่ง  จึงได้อัญเชิญพระองค์ท่านเข้าประดิษฐานไว้ในวิหารนั้น

                  

             พระยากัลยาณวัฒนวิศิษฐ์  อดีตสมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพ  ซึ่งมีอายุชรามากแล้วได้มาตั้งรกรากอยู่ในอำเภอลับแล  (บัดนี้ท่านได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว)  เป็นผู้ถวายนามพระพุทธรูปสัมฤทธิ์องค์นี้ว่า  พระพุทธรังสี 

                  

             ประชาชนเลื่อมใสศรัทธากันมากนับถือกันว่าเป็นพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีกองค์หนึ่ง  มีผู้ไปกราบนมัสการกันแทบทุกวัน

                  

             ผู้ชำนาญทางโบราณคดีได้สันนิษฐานไว้ว่า  พระพุทธรูปองค์นี้สร้างระหว่าปีพ.ศ. ๑๘๐๐ – ๑๘๙๓  มาถึงปัจจุบันนี้ไม่ต่ำกว่า  ๗๐๐ – ๘๐๐  ปี  และที่มีปูนพอกพระองค์ไว้นั้นก็คงเนื่องจากเป็นการพรางตาหลอกพม่าเมื่อครั้งพม่าเข้าตีเมืองสุโขทัย

                  

             ๗.  ธรรมาสน์ที่วัดไผ่ล้อมหาดท่าอิฐ  ธรรมาสน์ดังกล่าวนี้นับว่าเป็นศิลปกรรมอันงดงามทางภาคเหนืออย่างหนึ่ง  เมื่อสมัยการค้าอยู่ที่ตลาดหาดท่าอิดนั้น  พวกพ่อค้าแม่ขายและชาวบ้านบางโพ  ท่าเสา  ได้บริจาคเงินร่วมกันไปจ้างช่างที่กรุงเทพฯ  สร้างด้วยฝีมือประณีต  และละเอียดมาก  ใช้เวลาสร้างนานเป็นปีจึงสำเร็จและได้นำเอามาไว้ที่วัดไผ่ล้อมหาดท่าอิฐ  มีลวดลายแกะสลักสวยงามมาก  ปัจจุบันนี้คงทรุดโทรมไปมากแล้ว   แต่ยังน่าชมน่าศึกษา  ธรรมาสน์แห่งนี้ได้นำมาไว้ที่วัดไผ่ล้อมตั้งแต่ปี  พ.ศ.๒๔๕๐  สมัยนั้นวัดไผ่ล้อมหาดท่าอิฐแห่งนี้เป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองมาก

                  

             ๘.  เวียงเจ้าเงาะ  เวียงเจ้าเงาะนี้ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลทุ่งยั้ง  ซึ่งชาวทุ่งยั้งสมัยโบราณเชื่อกันว่าทุ่งยั้งเป็นเมืองท้าวสามลตามในพระราชนิพนธ์เรื่อง  สังข์ทอง  เพราะในท้องที่กังกล่าวนี้แต่เดิมปรากฏว่ามีสนามคลีหลุมตีคลี  สระเจ็ดนางสิ่งเหล่านี้ปัจจุบันหายไปหมดแล้ว  เป็นที่ไร่ที่นาไปหมด  คงเหลือชื่อสนามคลี  และเวียงเจ้าเงาะอยู่เวลานี้  สำหรับการอ้างชื่อและสถานที่ดังกล่าวนั้นหาหลักฐานไม่ได้ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร  ส่วนเวียงเจ้าเงาะนั้น  ขณะนี้ยังมีอยู่เป็นบริเวณกว้างขวาง  และกำลังจะปรับปรุงให้เป็นสถานทีท่องเที่ยวของจังหวัดอุตรดิตถ์ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง

                 

              ๙.  บานประตูวัดพระฝาง  บานประตูวัดพรระฝางดังกล่าวนี้  เป็นบานประตูแกะสลักลวดลายลึกลงในเนื้อไม้ต้นซุงขนาดใหญ่โตมาก  เวลานี้ได้นำมาเก็บรักษาไว้ที่วัดธรรมาธิปไตย  อำเภอเมือง  จังหวัดอุตรดิตถ์  มีอยู่    บานใหญ่เท่ากันเป็นซุงทั้งต้นผ่าซีก  น่าชมและน่าศึกษามาก  ใครจะไปชมก็ได้  ทุกโอกาส  ทางวัดจะเปิดให้ชมเสมอ

                  

            
 

 
๑๐.  ต้นสักใหญ่ที่สุด  ต้นสักใหญ่ต้นนี้ลือกันว่าเป็นต้นสักใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ที่หมู่บ้านปางเกลือ  ตำบลน้ำไคร้  อำเภอน้ำปาด  จังหวัดอุตรดิตถ์  ขนาดวัดโดยรอบ  ๙๕๘  เซนติเมตร  สูง  ๔๗  เมตร  มีอายุไม่ต่ำกว่าพันปี  ถ้าจะใช้คนยืนกางแขนจับมือกันโดยรอบต้องใช้คนถึง  ๑๑  คน 

                 

             ต้นสักใหญ่ที่สุดในโลก  เดิมมีอยู่ในพม่าต้นหนึ่ง  แต่ถูกไฟไหม้ตายไป  ต้นสักใหญ่ในอุตรดิตถ์จึงเป็นต้นสักใหญ่ที่สุดในโลกขึ้นมาแทน  ปรากฏว่าได้มีเจ้าหน้าที่ของบริษัทป่าไม้แห่งหนึ่งมาพบเข้าเป็นครั้งแรกจึงนำข่าวไปเผยแพร่  ต่อมาได้มีประกาศของจังหวัดอุตรดิตถ์ร่วมกับกรมป่าไม้ในบริเวณพื้นที่ประมาณหนึ่งพันไร่  เป็นบริเวณป่าสงวนและบูรณะเป็นวนอุทยานสักใหญ่ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๑๑  เป็นต้นมา

๑๑.  เขื่อนสิริกิต์  เขื่อนสิริกิติ์อยู่ในท้องที่อำเภอท่าปลา  จังหวัดอุตรดิตถ์  เป็นเขื่อนดินใหญ่ที่สุดของประเทศไทย  มีแกนเป็นดินเหนียว  ภายนอกคาดโดยรอบด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กสั่นเขื่อนยาวจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง  ๘๐๐  เมตร  กว้าง  ๑๒  เมตร  ฐานที่กว้างที่สุด  ๖๓๐  เมตร  ทางขวาของตัวเขื่อนเป็นอาคารผันน้ำและมีอุโมงค์ผันน้ำ  อุโมงค์ระบายน้ำล้น  อุโมงค์ส่งน้ำเข้าเครื่อง  กังหันน้ำและอุโมงค์ส่งน้ำลงแม่น้ำ  มีโรงไฟฟ้าพลังน้ำสามารถผลิตพลังงานได้ปีละประมาณ  ๑,๐๐๐  ล้านยูนิต

                  

           
 
 
 
 

 
 
 เขื่อนสิริกิติ์แห่งนี้  เป็นอ่างเก็บน้ำและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา  เป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่มีทิวทัศน์อันสวยงามอากาศสดชื่นบริสุทธิ์และมีที่พักค้างแรมของนักท่องเที่ยวอย่างสบาย  มีร้านอาหารจำหน่ายที่ชอบใจของผู้มาเที่ยวส่วนมากคือ  ปลาเผาซึ่งเป็นปลาสดแท้ ๆ  นำเอาขึ้นมาจากแอ่งน้ำในเขื่อนใหม่ ๆ

                  

            สถานที่ท่องเที่ยวของอุตรดิตถ์  ในท้องที่อำเภอต่าง ๆ  ของจังหวัดอุตรดิตถ์มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าชมน่าศึกษาหลายแห่งในทุกอำเภอ  เช่น  อำเภอลับแลมีหัตถกรรมการทำไม้กวาดดอกหญ้า  การทอผ้าซิ่นตีนจก  ชมสวนลางสาด  สวนทุเรียน  ซึ่งมีทั้งทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง  พันธุ์ของเกษตรคือ  ทุเรียนหมอนทองและทุเรียนพันธุ์ดีหลายอย่าง  มีน้ำตกอันสวยงาม  อำเภอตรอนมีถ้ำดิน  ถ้ำค้างคาว  และอื่น ๆ

หมวดหมู่วัตถุมงคลต่างๆ
ใช้ด้านเสน่ห์ เมตตา เถาหลงเสน่ห์/ขุนแผน นางกวัก/น้ำมันหนุ่มหลงสาวหลง/
ใช้ด้านปาฎิหาริย์เปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น ไหลศักดิ์สิทธิ์ /ไหลดิบ/แก้วขนเหล็ก/แก้วโป่งข่าม/
กลุ่มเหล็กน้ำพี้ มีดปากกา/ดาบพระขรรค์ กริช(จิ๋ว)/ดาบพระขรรค์ในตะกรุด/ดาบเหล็กน้ำพี้/พระขรรค์/มีดหมอ/กริช/เหล็กน้ำพี้ตีดาบ/เหล็กจาร/เหล็กน้ำพี้หนัก1บาท 2บาท/แร่เหล็กน้ำพี้/
ของขลังธรรมชาติหายาก เหล็กไหล/ไม้พญางิ้วดำ/กะลามหาอุตม์/กะลา1ตา,3ตา/เพชรหน้าทั่ง/ข้าวตอกพระร่วง/ไม้เป็นหิน/หินสามกษัตริย์/ทรายเหล็ก/ปลวกเป็นหินเป็นเหล็ก
ตะกรุด ประคำ ตะกรุดทุกแบบ/ประคำลูกประคำ
พระพระพุทธเจ้า,พระประจำวันเกิด/พระแก้วมรกต3 ฤดู/พระพุทธชินราช/พระสีวลี/พระอุปคุต/พระมหาเศรษฐีนวโกฎิ/หลวงพ่อเพชร/หลวงพ่อเชียงแสน/พระไพรีพินาศ/พระอู่ทอง
หลวงปู่ หลวงปู่ทวด/หลวงปู่โต/หลวงพ่อเกษมเขมโก/ครูบาศรีวิชัย/หลวงพ่อเงิน/หลวงปู่แดง
พระเครื่อง ชุดเบญจภาคี /พระสมเด็จ/พระปิดตา/พระซุ้มกอ/พระเปิดโลก/พระสมเด็จนางพญา/พระรอด/พระมหาอุตม์
กษัตริย์,นักรบพระนเรศวร/พระเจ้าตากสิน/กษัตริย์เสด็จพ่อ ร.5/พระนางจามเทวี/พระยาพิชัยดาบหัก
วัตถุมงคลทั่วไป บาตรเงินบาตรทอง/สากเงินสากทอง/ไม้มงคลเก้าอย่าง/สาริกาลิ้นทอง
กำไลข้อมือ กำไลทุกแบบ
เทพ เทวดา พระวิษณุพระนารายณ์ /พระพิฆเนศ/พระแม่ลักษมี/นารายน์ทรงครุฑ/พรหมสี่หน้า/พระยาครุฑ/ท้าวเวสสุวรรณ/แม่ธรณีบีบมวยผม/พระราหู/พ่อปู่ฤาษีพ่อปู่ชีวก/หนุมานนิลพัท
เรียกทรัพย์ นางกวัก/ชูกชก/กุมารทอง/เงาะป่า/
วัตถุมงคลจีน เจ้าแม่กวนอิม/ฮกลก ซิ่ว/พระสังกัจจายน์ /เงินจีนเงินมงคล/เด็กชาย-หญิงหนุนเงิน+ทอง/
นักษัตร,สัตว์ให้คุณ 12นักษัตร/พญาไก่แก้ว/นกคุ้ม/เต่าและเต่ามังกร/จิ้งจก2 หาง/ต่อเงินต่อทอง/คางคก3ขา/
ป้าย แขวน ห้อยป้ายบ้านป้ายร้าน/ถุงมงคลของขลัง9อย่าง/น้ำเต้าเรียกทรัพย์ /พวงมาลัยแร่เหล็กน้ำพี้ /กระจกแปดทิศ  /สุ่มไซ ฆ้อง ดักเงินทอง /พวงกุญแจแร่เหล็กน้ำพี้

วัตถุมงคล กว่า 2,000 รายการ คลิกที่นี่

ติดต่อบูชา เครื่องราง ของขลังบนเว็บ รับสายเวลา 8.30-17.30 น. ทุกวัน
โทร
089-8608818, 087-7399336, 087-8452061 คุณภัส และพนักงานร้านรับสาย
เบอร์ร้าน-Fax055428495 ร้านวรันณ์ธร 282/17 ถ.อินใจมี ต.ท่าอิฐ   อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ 53000
ร้านอยู่ 4 แยกไฟแดง ตรงข้าม หน้าโรงเรียนอุตรดิตถ์
แผนที่ร้านคลิกที่นี่

ข่าวหนังสือพิมพ์ หวยหุ้น หวย