เครื่องราง ของขลัง หายาก กว่า 2000 รายการ
ร้านวรันณ์ธร จังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้สร้างวัตถุมงคล เครื่องราง ของขลัง ผลิต และจำหน่าย ส่ง ทั้งในประเทศ และต่างประเทศทั่วโลก
โทร
087-7399336 , 089-8608818 , 087-8452061 คุณภัส และพนักงานในร้านรับสาย

โปรโมชั่นแจกหลวงปู่ทวดรุ่น9เหล็กไหล
บูชาวัตถุมงคล บนเว็บ Utdid.com  หรือหน้าร้านวรันณ์ธร ทุก 500 บาท รับหลวงปู่ทวดรุ่น 9 เหล็กไหล 1 องค์
ดูข้อมูลหลวงปู่ทวด รุ่น 9 เหล็กไหล คลิกที่นี่  บูชาวัตถุมงคล 5,000 พันบาท รับ 10 องค์ บูชา 10,000 หมื่นบาท รับ 20 องค์

สั่งวัตถุมงคลทุกอย่างบนเว็บ แถมชุดของขลังต่างๆ มากมาย ดูรายละเอียด คลิกที่นี่

พระพุทธปูชนียะปฏิมากรศักดิ์สิทธิ์หลวงห่อเพ็ชร์

ประวัติพระพุทธปูชนียะปฏิมากรศักดิ์สิทธิ์หลวงห่อเพ็ชร์  วัดท่าถนน  จังหวัดอุตรดิตถ์  ปฐมเหตุแห่งที่มา

                 

    เมื่อประมาณปีมะเส็งเบญศกพระพุทธศักราช  ๒๔๓๖  ร.ศ.  ๑๑๒  (ปีฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรี)  ระยะเวลาประมาณราวเดือน    หรือเดือน    ผู้เล่าจำไม่ได้แน่แต่ยืนยันว่าอยู่ในระหว่าง    เดือนนี้  มิเดือนใดก็เดือนหนึ่ง  ครั้งนั้นมีพระภิกษุสงฆ์เถระผู้ใหญ่องค์หนึ่งซึ่งมีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า  “หลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วง”  ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดหมอนไม้อำเภอบางโพ  (อำเภอเมืองปัจจุบัน)  เมืองอุตรดิตถ์ในสมัยนั้น  ซึ่งวัดหมอนไม้ดังกล่าวนี้ตั้งอยู่ฝั่งแม่น้ำน่านด้านตะวันออกคนละฝั่งกับตัวจังหวัด  หลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วงรูปนี้ท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่ทางวัยวุฒิมีผู้รู้จักและเคารพนับถือมากและในขณะนั้นท่านได้เป็นพระอุปัชฌาย์อยู่ในเมืองอุตรดิตถ์  ท่านจึงมีศิษย์ผู้เป็นสัทธิงวิหาริกอยู่ทั่วไปในทุกอำเภอ

                  

   ในวันหนึ่งจะเป็นวันใดผู้เล่าจำไม่ได้  คงจำได้แต่เพียงว่าในระยะเวลาสองเดือนดังกล่าวข้างต้นนั้น  มิในเดือนใดก็เดือนหนึ่งหลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วง  ท่านได้รับนิมนต์ให้ไปนั่งเป็นพระอุปัชฌาย์  ทำการบรรพชาอุปสมบทกรรม    พัทธสีมาวัดสว่างอารมณ์  (วัดที่ยังคงมีอยู่ทุกวันนี้)  ตำบลไผ่ล้อม  อำเภอลับแล  จังหวัดอุตรดิตถ์

                  

   ครั้นเมื่อหลวงพ่ออุปัชฌาย์ท่านได้กระทำพิธีอุปสมบทกรรมให้แก่สัทธิงวิหาริกท่ามกลางสงฆ์จนผู้ขอบรรพชาได้สำเร็จเป็นองค์ภิกษุเรียบร้อยตามพระวินัยบัญญัติแล้ว  ท่านจึงได้กล่าวลาเจ้าภาพเดินทางด้วยเท้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ลูกวัดของท่านที่ได้รับนิมนต์ไปด้วยกัน  เพื่อจะกลับวัดหมอนไม่อันเป็นสำนักเดิมสองท่าน  เพราะในสมัยนั้นการคมนาคมติดต่อไปมาต้องเดินเท้ากันทั้งนั้นรถยนต์ยังไม่มีเหมือนเดี๋ยวนี้  เมื่อคณะของท่านได้พากันเดินมาถึงในระหว่างทางจะเป็นด้วยบุญญาอภินิหารอันมหัศจรรย์หรือจะบังเกิดขึ้นด้วยอิทธิปาฏิหาริย์อย่างไรที่สุดที่จะเดาได้  หลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วง  จึงได้ออกปากชวนพระภิกษุลูกวัดที่มาด้วยกันแวะเข้าไปเที่ยวเดินดูในบริเวณวัดโบราณอีกวัดหนึ่งซึ่งได้กลายสภาพเป็นวัดร้างอยู่แล้ว  แต่จะร้างมานานสักเท่าใดไม่ปรากฏ  วัดร้างนี้ตั้งอยู่ระหว่างทางที่เดินผ่านมาไม่มีพระภิกษุอาศัยอยู่เลยคงมีแต่ต้นไม่ใบหญ้าเลื้อยพันขึ้นปกคลุมอยู่ตามซากผนังอิฐเก่าที่หักพังและมีเหลืออยู่บางส่วน  เสนาสนะ

อื่น ๆไม่มีปรากฏคงเหลืออยู่แต่ซากเสาผุและหักบางคนก็ตั้งอยู่เพียงโดดเดี่ยว  สถานที่นั้นมืดครึ้มไปด้วยต้นไม้ต้นหญ้าปกคลุมไปทั่วบริเวณเงียบสงัดละวังเวงเป็นป่าชัฎมีแต่เสียงจิ้งหรีด  จักจั่น  และแมลงบางชนิด  ส่งเสียงร้องแข่งกันเซ็งแซ่ตามฤดูกาล  นาน ๆ  ก็จะมีเสียงนกบางจำพวกร้องและบินผ่าน  สถานที่นี้ตามปกติแล้วไม่ใคร่จะได้มีผู้คนผู้ใดผ่านเข้ามาเลยนอกจากฝูงวัว  ฝูงควายและสัตว์เลี้ยงของพวกชาวบ้านในระแวกนั้นที่ได้ปล่อยให้ออกหาอาหารใบไม้และใบหญ้ากิน  ในฤดูที่เสร็จจากการไถ่หว่านพืชผลและไร่นาแล้วเท่านั้นหรือมิฉะนั้นก็จะมีบุคคลอีกจำนวนหนึ่งคือ  พวกนักแสวงหาและขุดค้นวัตถุโบราณ  ซึ่งในสมัยนั้นก็คงจะมีน้อยเต็มที  เพราะการเซ้งลี้ยังไม่แพร่หลายคงจะไม่มีมากมายเหลือจนฟุ้งเฟ้ออย่างเช่นสมัยปัจจุบันนี้  และทั้งคนผู้เฒ่าผู้แก่  ตลอดจนคนหนุ่มคนสาวในสมันครั้งกระนั้นก็ยังไม่รู้จักและไม่เคยฟังคำว่า  “เที่ยวทัศนาจร”  กันมาก่อนเลยเป็นแน่  กับอีกประการหนึ่งก็คือ  คนในครั้งนั้นถือกันอย่างเคร่งครัดว่าสถานที่ใดก็ดีเมื่อเกี่ยวกับทางศาสนาแล้วสถานที่นั้นต้องเป็นสถานที่ควรเคารพและเชื่อว่าจะต้องเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์  จะมีทั้งเทพยดาและภูตผีปีศาจเฝ้าดูแลรักษา  จึงไม่มีผู้ใดจะกล้าเข้าไปแตะต้องรบกวน  ทั้งนับถือและเกรงกลัวกันมาก 

                  

   บริเวณสถานที่วัดร้างแห่งนี้  ตามความเข้าใจของคนในสมัยนั้น  ซึ่งเพียงแต่สันนิษฐานกันว่าคงจะเป็นวัดที่ร้างมานานนับหลายสิบปีที่เดียว  แต่ก็ไม่มีใครที่จะสามารถยืนยันเวลาได้แน่นอนว่าวัดนี้ได้ร้างมาแต่เมื่อไรเป็นเวลานานเท่าไรแน่  และทั้งไม่มีผู้ใดทราบกันเลยด้วยว่าวัดร้างแห่งนี้แต่เดิมชื่อวัดอะไร  จะได้ไต่ถามจากผู้ใดโดยมากจะไม่รับคำตอบแต่เพียงว่าได้เคยเห็นอยู่อย่างนี้มานานแล้วเป็นส่วนมากทำนองเดียวกัน

                  

   เมื่อคณะพระภิกษุของหลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วง  ได้พากันไปเดินเข้าสำรวจดูจนทั่วบริเวณก็ได้แลเห็นเนินดินเป็นจอมปลวกขนาดใหญ่อยู่แห่งหนึ่งซึ่งเมื่อได้สังเกตดูด้วยสายตาก็เห็นได้ว่า  ดินปลวกแห่งนี้มีลักษณะรูปร่างผิดปกติแปลกกว่าดินปลวกทั้งหลายที่ได้เคยพบเห็นมาจากในที่แห่งอื่น ๆ  ทั่วไป  เพราะดินปลวกกองนั้นไม่ปรากฏว่ามีต้นไม้หรือต้นหญ้าขึ้นอยู่เลย  มิหนำซ้ำลักษณะของดินยังเรียบเป็นมันคล้ายกับว่าได้เคยมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ได้รับการเช็ดถูและขัดเกลาอยู่เสมอแม้ตัวมด  หรือแมลงใด ๆ  ก็ไม่มีเกาะติดอยู่เลยแม้ตัวเดียว  น่าประหลาดแท้หลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วงมีความรู้สึกสนใจดินปลวกกองนี้มากเป็นพิเศษคณะที่ร่วมทางไปด้วยกัน  ต่างก็ลงความเห็นเป็นทำนองเดียวกันว่าเหตุที่ดินปลวกมีลักษณะเป็นอยู่เช่นนั้น  ก็คงเนื่องมาจากเหตุที่พวกชาวบ้านในย่านใกล้เคียง  ได้ปล่อยวัว  ปล่อยควาย  เข้ามาหากินในบริเวณวัดร้างแห่งนี้และวัวควายเหล่านั้น  ก็คงได้เข้ามาเช็ดถูเสียดสีกับดินปลวกกองนี้อยู่เสมอและคงจะบ่อยครั้งดินจึงแน่นเป็นมันจนไม่มีต้นไม้และต้นหญ้าโผล่ขึ้นมาได้

                  

   อย่างไรก็ดี  ด้วยลักษณะผิดปกติของดินปลวกแห่งนี้เป็นที่สดุดตาสดุดใจผิดสังเกตของหลวงตาอุปัชฌาย์ด้วงมาแล้วแต่แรกพบ  ท่านจึงได้เพ่งความเอาใจใส่สนใจเป็นพิเศษไปยังกองดินปลวกนั้นทันทีแต่อย่างเดียวหรือถ้าหากจะคิดกันไปอีกแง่หนึ่งแล้วซึ่งเป็นไปในแง่มุมที่ดี  คิดกันในทางเป็นกุศลและเป็นมงคลก็น่าจะปักใจเชื่อได้ว่าชะรอยจะเป็นกุศลบุพเพสันนิวาส  ชักนำแห่งบุญบารนมีของพระพุทธรูปองค์นั้น  กับหลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วงที่ได้เคยมีต่อกันมา 

แต่ปางพรรพ์โน้นก็น่าจะไม่ผิดจึงมีเหตุให้ดลจิตดลใจได้มาเจอกันโดยบังเอิญฉะนั้นหลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วงกับคณะของท่านจึงได้พากันเดินมุ่งตรงเข้าไปที่เนินดินจอมปลวกแห่งนั้นใกล้ชิด  และได้เพ่งพินิจพิจารณาดินปลวกกองนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน  คลายจะค้นหาความจริงจากสิ่งผิดปกตินั้นให้กระจ่างชัดให้ได้เมื่อได้เพ่งมองและกวาดสายตาตามองไปมาจนทั่วเนินดินปลวก  ท่านจึงได้แลเห็นเกศของพระพุทธรูปโผล่พ้นจากดินปลวกนั้นขึ้นมาในลักษณะดินปลวกหุ้มอยู่จนนูนสูงเป็นหย่อมแหลม  เมื่อได้แลเห็นเช่นนั้นแล้วหลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วง  จึงได้ใช้ไม้ที่ถือติดมือไปด้วยนั้นเคาะลงที่ดินปลวกตรงยอดแหลมที่ยอดปลวกนั้นแรง ๆ  จนดินหลุดออกก็ปรากฎเป็นเกศพระพุทธรูปเห็นได้ชัดก็ยิ่งเพิ่มความสนใจทำให้เกิดการอยากรู้อยากเห็นให้ตลอดมากขึ้นอีก  หลวงพ่อท่านจึงได้บอกให้พระภิกษุลูกวัดที่ไปด้วยกันนั้นรูปหนึ่ง  รีบเดินทางย้อนกลับเข้าไปในหมู่บ้านอีกครั้ง  เพื่อยืมเครื่องมือเครื่องใช้ในการขุดดินจากชาวบ้านมาช่วยกันขุดดินปลวกนั้นออกจนหมด  จึงได้แลเห็นองค์พระพุทธรูปขนาดค่อนข้างใหญ่ปรากฏฝังจมอยู่ในดินปลวกนั้นองค์หนึ่ง  ท่านั่งขัดสมาธิเพ็ชร์  มีขนาดหน้าตักกว้างคะเนด้วยสายตา  ประมาณสักศอกเศษและตลอดทั่วทั้งองค์พระพุทธรูปนั้นมีเศษดินและสนิมเขียวจับเกาะเกรอะกรังไปทั่วทั้งองค์ยังให้เกิดความตลึงงงและดีใจแก่คณะที่ทำการขุดดินนั้นเป็นอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะหลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วงท่านดีใจมากจนเนื้อเต้นมือไม้สั่นทีเดียว

                  

  เมื่อปรากฏได้แลเห็นอย่างถนัดชัดเจนแล้วเช่นนั้น  หลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วงจึงคิดจะนำเอาพระพุทธรูปองค์นี้ไปไว้ที่วัดหมอนไม้อันเป็นสำนักของท่านทันที  หากแต่จะนำเอาไปเลยทีเดียวในวันนั้นเกรงว่าจะไม่เป็นการสะดวกเพราะเป็นเวลาบ่ายมากแล้วไปมืดค่ำลงกลางทางจะลำบาก  และขลุกขลักโกลาหลไม่น้อย  เนื่องจากเป็นของหนักดังนั้นท่านจึงบอกให้พระลูกวัดของท่านนำเครื่องมือขุดดินที่ได้ยืมชาวบ้านรีบกลับไปส่งคืนเจ้าของเดิมแล้วจึงพากันเดินทางกลับ  เพื่อเตรียมการจัดหาเครื่องมือใช้สำหรับที่จะไปนำเอาพระพุทธรูปที่ได้พบนั้นให้ได้  โดยในวันนั้นคงให้พระพุทธรูปประทับอยู่ตามลำพังต่อไปก่อน

                 

    ครั้นวันรุ่งขึ้น  จากวันนั้นมาอีกหนึ่งวันหลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วงจึงได้นำเอาพระภิกษุในวัดหมอนไม้  พากันเดินทางย้อนไปยังวัดร้างนั้นอีกหลายรูปโดยหลวงพ่อท่านเป็นผู้พาไปด้วยตนเอง  พร้อมกับได้จัดเตรียมเชือกไม้คานหาม  พร้อมอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ในการนี้ไปด้วยอีกหลายสิ่ง  เพื่อจะได้ช่วยกันนำเอาพระพุทธรูปองค์นั้นมาไว้ที่วัดหมอนไม้ตามความตั้งใจของท่าน

                  

    เมื่อได้พากันเดินทางไปถึงวัดร้างซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายปลายทาง  ที่ได้ไปพบพระพุทธรูปไว้เมื่อวันก่อนนั้นแล้ว  คณะที่ร่วมทางไปด้วยกันจึงเตรียมการลงมือโดยช่วยกันนำเชือกทำเป็นบวงสาแหรกเพื่อจะคล้องเข้ากับองค์พระพุทธรูปนั้น  แต่ก่อนจะได้ลงมือจัดการอย่างไรลงไปหลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วงผู้เป็นหัวหน้าคณะและเป็นสงฆ์ผู้ใหญ่  ผู้มีความละเอียดรอบคอบรู้จักการควรไม่ควรที่จะพึ่งปฏิบัติเป็นอย่างดีอยู่แล้วดังนั้น  หลวงพ่อท่านจึงจัดการลงมือจุดธูปเทียนกระทำการสักการะนมัสการกล่าวคำขอขมาและขออาราธนาอัญเชิญพระพุทะรูป  พร้อมกันก็ไม่ลืมที่จะบอกกล่าวเจ้าของสถานที่ตามที่เชื่อว่าต้องมีนั้นด้วย  ตลอดทั้งเทพยดาอารักษ์และรุกขเทวดาทั้งหลายตามที่เชื่อว่าจะต้องอารักอยู่    สถานที่นี้ด้วย  ตามประเพณีโบราณที่เชื่อกันมาอย่างนั้นและกล่าวคำล้วนที่ดี ๆ  เป็นศรีเป็นมงคล  เมื่อเสร็จพิธีดังกล่าวแล้ว  ท่านจึงได้บอกให้คณะของท่านมารวมกันจากนั้นท่านก็ทำการประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้จนทั่วถึงและปะพรมที่เครื่องมือ  เครื่องใช้  รวมทั้งที่องค์พระพุทธรูปนั้นด้วยตลอดจนบริเวณใกล้เคียงในรัศมีที่พระพุทธรูปประทับอยู่  ต่อจากนั้นคณะของท่านจึงลงมือคล้องบ่วงสาแหรกลงระหว่างองค์พระพุทธรูป  สอดเข้าใต้ฐานที่ประทับเพื่อรองรับน้ำหนักในการยกหาม  แล้วใช้ไม้คานสอดเข้าในบ่วงสาแหรก  ช่วยกันห้ามนำเอาองค์พระพุทธรูปเดินทางผ่านมาทางบ้านแม่พร่อง  โดยการผลัดเปลี่ยนการหามเป็นทอด ๆ  เป็นระยะ ๆ  เมื่อได้ผ่านเข้าไปในหมู่บ้านแม่พร่องต้องเดินผ่านไปในเขตที่ของชาวบ้านแห่งหนึ่ง  ซึ่งเจ้าบ้านนั้นชื่อนายกูน  (ไม่ทราบนามสกุล)  และทั้งทางเดินที่จะผ่านบ้านนั้นต่อมาอีก  มีลำคลองเล็ก ๆ  ขวางอยู่ในลำคลองมีน้ำเล็กน้อย  เพราะเป็นฤดูแล้ง  ระหว่างสองฝั่งฟากลำคลองมีสะพานไม่ทำขึ้นชั่วคราว  ทอดข้ามลำคลองไว้สำหรับใช้เดินข้ามไปมาสู่กัน  (สะพานดังกล่าวนี้ผู้เขียนเข้าใจว่าคงใช้ไม้ไผ่ทั้งลำวางทอดไว้เฉย ๆ  พออาศัยข้ามคลองกันได้เท่านั้น)  และการหามนำเอาพระพุทธรูปเดินทางมานี้ก็จำเป็นจะต้องหามเดินไต่ข้ามสะพานนั้นมาด้วยเพราะไม่มีทางอื่น  จะหลีกไปได้ขณะที่พระภิกษุกำลังหามพระพุทธรูปค่อย ๆ  เดินไต่ข้ามสะพานด้วยการระมัดระวังอยู่แล้วนั้น  บังเอิญไม้ที่ทอดทำสะพานเกิดทานน้ำหนักไม้ไหว  จึงได้หักโครมลงด้วยเหตุนั้นเอง   พร้อม ๆ  กับไม้สะพานหักปรากฏว่าทั้งองค์พระพุทธรูปและพระภิกษุผู้หาม  ได้พากันตกจากสะพานหล่นลงไปแช่น้ำโคลนอยู่ในลำคลองนั้นพร้อมกันด้วยความตกใจ  แต่เดชะบุญไม่มีผู้ใดได้รับอันตรายหรือบาดเจ็บจากเหตุนั้นเลยแม้แต่น้อยทุกคนหายใจโล่งอกไปตาม ๆ  กันที่ปลอดภัยได้และต่างพากันเชื่อมั่นว่าเท่าที่ได้แคล้วคลาดพ้นจากการบาดเจ็บมาได้ก็คงจะเนื่องจากบุญปาฏิหาริย์  ของพระพุทธรูปช่วยคุ้มครองและปัดเป่า  เพราะเป็นเหตุที่ไม่น่าเชื่อเลยว่ากำลังหามของที่มีน้ำหนักมาก ๆ  เช่นองค์พระพุทธรูปซึ่งต้องช่วยกันหามถึง    คนอย่างนี้  เมื่อพลัดตกลงไปโดยไม่รู้สึกตัวก็ย่อมเสียหลัก  จะระมัดระวังให้ดีอย่างไรก็คงจะต้องถูกบาดเจ็บกันบ้าง  แม้ไม่มากก็น้อยเป็นธรรมดา  แต่นี้ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดต้องบาดเจ็บเลยแม้แต่รอยฟกซ้ำและขีดข่วนก็หาไม่ได้ปลอดภัยดีทุกคน  มิหนำซ้ำองค์พระพุทธรูปก็คงต้องลงไปประทับนั่งแช่โคลนอยู่ในลำคลองนั้นด้วยพระอิริยาบถเดิมไม่มีซวนเซหรือเอียงตะแคงแต่อย่างไร  อัศจรรย์อะไรเช่นนี้เมื่อได้พากันลงไปแช่อยู่ในลำคลองนั้นหลักจากได้รวบรวมความรู้สึกหายจากตกตลึงแล้วจึงได้รวมกำลังช่วยกันพยายามที่จะนำเอาพระพุทธรูปขึ้นมาให้พ้นจากลำคลองจนได้  แต่องค์พระพุทธรูปมีน้ำหนักมาก  การนำเอาขึ้นจากลำคลองในวันนี้  จึงเป็นการยากลำบากแม้จะได้รวบรวมกำลังเข้าช่วยกันอย่างเต็มที่ก็ยังไม่มีทางว่าจะเอาขึ้นให้พ้นมาได้ง่าย ๆ 

                  

    นายกูน  เจ้าของบ้านและเจ้าของที่ดินนั้นขณะอยู่บ้านได้ยินเสียงของหนัก ๆ  ตกลงไปในลำคลองและมีเสียงพูดกันเอะอะเอ็ดตะโรจากคนหลายคนอยู่ตรงหน้าบ้านของตน  บอกให้รู้ว่ามีคนมาทำอะไรกันอยู่หน้าบ้านแน่  จึงหยิบเอาผ้าขาวม้าขึ้นพาดบ่าแล้วเดินออกไปดูเพื่อให้หายสงสัย  เพราะไม่ทราบว่ามีใครมาทำอะไรกันแน่  เมื่อออกพ้นประตูหน้าบ้านมาก็ได้แลเห็นพระภิกษุหลายรูปกำลังช่วยกันฉุดลากจะนำเอาพระพุทธรูปขึ้นมาจากลำคลองอย่างชุลมุนวุ่นวายอยู่เช่นนั้น  จึงได้ทราบเหตุและทั้งได้มองไปเห็นหลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วงกำลังชี้มือบงการอยู่ด้วยเพราะนายกูนผู้นี้ได้เคยรู้จักคุ้นเคย  และนับถือท่านมาแต่ก่อนดังนั้นนายกูนจึงได้เดินตรงเข้าไปหาท่านและนั่งลงยอง ๆ  ยกมือไหว้พร้อมกับได้พูดขึ้นว่า

                  

   “วันนี้เห็นจะเอาขึ้นมาไม่ทันเสียแล้วละขอรับ  ตะวันบ่ายไปมาแล้วถึงจะเอาขึ้นมาได้ก็คงนำเอาไปไม่ทันจะมืดค่ำกลางทางลำบากเปล่า ๆ  กระผมคิดว่าถ้าจะให้ดีวันพรุ่งนี้ค่อยมาช่วยกันเอาขึ้นมาใหม่จะดีกว่า  นิมนต์เช้า ๆ  หน่อยขอรับกระผมจะได้จัดเตรียมอาหารเพลไว้และจะได้ขอแรงพวกชาวบ้านแถวใกล้ ๆ  กันนี้มาช่วยกันเอาขึ้นด้วยก็เห็นจะพอเอาขึ้นได้แน่ขอรับ  ถ้าหากหลวงพ่อได้บอกให้กระผมรู้เสียตั้งแต่แรกก็จะไม่ต้องมาลำบากแก่พระสงฆ์องค์เจ้าอย่างนี้เลย  นิมนต์เข้าไปพักผ่อนเสียในบ้านกระผมก่อนเถอะขอรับ  ฉันน้ำฉันท่าเสียให้สบาย  พอหายเหนื่อยแล้วจึงค่อยกลับเถอะขอรับ”

                 

    หลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วงเมื่อนายกูนออกมาแนะนำด้วยความหวังดีเช่นนั้นก็เห็นจริงคล้อยตามด้วยจึงร้องบอกพระลูกวัดทุกรูปให้ขึ้นจากลำคลอง  แล้วพากันตามนายกูนเข้าไปในบ้านพักตามนิมนต์แล้วหลวงพ่อจึงพูดกับนายกูนว่า

                 

    “จริงแล้ว  จริงของโยมเท่าที่โยมชวยแนะนำเป็นการถูกต้องโยมอุตสาห์เอาใจช่วยเช่นนี้  ก็ดีอยู่เหมือนกันอาตมาขอบใจมากนึกว่าช่วยศาสนาเอาบุญเอากุศลเถิดนะโยมนะ  ขอให้โยมจงมีความจำเริญ  อายุ  วรรโณ  สุขังพลัง  ยิ่ง ๆ  ขึ้นไปเถิดจะคิดจะนึก จะต้องการสิ่งใดขอให้สิ่งนั้นสมใจนึก  เจริญสุข  เจริญสุขเถิดนะโยมนะ”

                 

    เมื่อได้พักผ่อนกันพอสมควรแล้วหลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วง  ก็กล่าวลานายกูนพากันเดินทางกลับวัดหมอนไม้ส่วนพระพุทธรูปนั้นคงนิมนต์ให้แช่น้ำอยู่ในลำคลองนั้นต่อไปอีกก่อนเพราะยังเอาขึ้นไม่ได้

                  

   รุ่งขึ้นต่อมา  หลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วง  พร้อมพระภิกษุลูกวัดก็พากันออกเดินทางไปยังที่ซึ่งพรระพุทธรูปตกลงไปในลำคลองนั้นอีกครั้งหนึ่ง  ตามที่ได้ตกลงกับนายกูนเจ้าของบ้านไว้เมื่อวันแรก   ครั้นเมื่อมาถึงปรากฏว่านายกูนได้นำพาพวกชาวบ้านมารอคอยที่จะช่วยอยู่ก่อนแล้วหลายคน  เมื่อหลวงพ่อได้นำพระภิกษุไปถึง  และพักผ่อนพอหายเหนื่อยจากการเดินทางกันบ้างพอสมควรแล้ว  จึงได้ลงมือช่วยกันนำเอาองค์พระพุทธรูปนั้นขึ้นมาจากลำคลองได้  แต่ก่อนจะลงมือหลวงพ่อได้ทำพิธีจุดธูปเทียนอาราธานาและอธิษฐานว่าถ้าหากพระพุทธรูปองค์นี้จักได้เป็นคู่บุญบารมีของท่านและจะให้ไปเป็นสิ่งคู่บ้านคู่เมืองให้ความร่มเย็นเป็นสุขแก่ประชาชนชาวเมืองแล้วก็ขอให้การนำเอาขึ้นจากลำคลองได้เป็นไปด้วยง่ายดายและสะดวกเถิด  และก็ปรากฏการว่าการเอาขึ้นในวันนี้ไม่มีขลุกขลักทุลักทุเลเช่นวันก่อนนั้นเลย  เอาขึ้นมาได้อย่างง่ายดายนายกูนเจ้าของบ้านจึงนิมนต์พระภิกษุเข้าไปฉันอาหารเพลในบ้านของตนตามที่จัดไว้หลังจากพระฉันแล้วก็ได้จัดเลี้ยงพวกชาวบ้านที่มาช่วยกันจนทั่วทุกคน  จากนั้นก็มีการสนทนาวิสาสะสังสรรค์ตามสมควร  เมื่อได้เวลาตะวันบ่ายหลวงพ่อพร้อมพระภิกษุลูกวัดก็กล่าวอำลานายกูนและพวกชาวบ้านออกเดินทาง  และช่วยกันหามนำเอาพระพุทธรูปผ่านมาเข้าทางวัดกลาง  (วัดนี้ยังคงมีอยู่จนเดี๋ยวนี้)  ตำบลบ้านเกาะ  อำเภอบางโพ  เมืองอุตรดิตถ์  และนำไปลงท่าน้ำตรงศาลเจ้า  ซึ่งขณะนั้นบริเวณริมฝั่งแม่น้ำน่านตรงหน้าวัดกลางดังกล่าวมีศาลเจ้าอยู่หลังหนึ่ง  ซึ่งบรรดาพ่อค้าคหบดีชาวจีนในเมืองอุตรดิตถ์ได้ร่วมกันจัดสร้างขึ้นไว้  ในเวลานั้นศาลเจ้านี้ตั้งอยู่ห่างจากตลิ่งลึกเข้ามาทางถนนรถไฟประมาณไม่น้อยกว่า    กิโลเมตร  ต่อมาตลิ่งตรงนั้นได้ถูกกระแสน้ำพัดพังลงไปทุก ๆ  ปี  และปัจจุบันนี้ศาลเจ้าได้พับหายลงแม่น้ำน่านไปหมดแล้วแม้แต่ซากก็ไม่เหลือ

                 

     อนึ่งการนำพระพุทธรู)เพื่อจะข้ามแม่น้ำน่านในขณะนั้น  เนื่องจากเป็นฤดูแล้งน้ำในแม่น้ำงวดแห้งลงไปมากบริเวณกลางแม่น้ำจึงตื้นเขินจนสามารถลงเดินลุยน้ำข้ามไปมาได้สะดวก  และที่จำเป็นต้องนำองค์พระพุทธรูปข้ามแม่น้ำก็เพราะว่าวัดหมอนไม้อันเป็นสำนักของหลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วงนั้นตั้งอยู่ฝั่งน้ำด้านตะวันออก  ทั้งการที่จะนำเอาข้ามตรงหน้าวัดกลางนี้ก็เป็นระยะทางใกล้กับวัดหมอนไม้เพียงแค่เยื้องตรงข้ามคนละฝั่งน้ำในครั้งนี้พระภิกษุเหล่านั้น  ได้ใช้ผ้าอาบบ้างและเชือกบ้างนำมาผูกปลายต่อกันจนยาวพอสมควรแล้วนำปลายข้างหนึ่ง  ผูกมัดไว้กับองค์พระพุทธรูปจนแน่น  ส่วนอีกทางหนึ่งปล่อยไว้ให้ยาวออกไปแล้วพระสงฆ์เหล่านั้นจึงแบ่งกำลังออกเป็น    พวก  คือ  พวกหนึ่งแยกออกไปทำหน้าที่ฉุดลากดึงปลายเชือก  และอีกพวกหนึ่งทำหน้าที่ช่วยกันประคองยกองค์พระพุทธรูปเพื่อให้ขยับเคลื่อนที่ตามพวกที่ฉุดดึงไปได้โดยสะดวกรวมความว่าการนำพระพุทธรูปข้ามน้ำแม่น้ำน่านจากฝั่งด้านหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง  เพื่อนำไปไว้ที่วัดหมอนไม้ในครั้งนั้น  ไม่ได้นำข้ามโดยการบรรทุกเรือเพียงแต่ใช้วิธีฉุดลากดึงเอาข้ามแม่น้ำไปเฉย ๆ  เมื่อได้นำไปขึ้นตลิ่งริ่มฝั่งอีกด้านหนึ่งแล้วจึงได้นำองค์พระพุทธรูปขึ้นไว้บนหาดทรายตรงหน้าวัดหมอนไม้  พวกชาวบ้านหมอนไม้ได้จัดให้มีงานฉลองและสมโภช  โดยมีลิเก    วัน    คืน  ที่บริเวณหาดทรายหน้าวัดนั้น  ประชาชนที่ทราบข่าวก็ได้พากันมาชมบารมีและนมัสการพระพุทธรูปกันวันละมาก ๆ  พระพุทธรูปองค์นี้คงประทับประดิษฐานรับการสมโภชฉลองอยู่ที่หาดทรายหน้าวัดนั้นอีกถึง    วัน  เมื่อเสร็จจากการฉลองสมโภชแล้วจึงได้ช่วยกันอันเชิญนำเอาขึ้นไปไว้ที่วัดหมอนไม้ตามความตั้งใจเดิมของหลวงพ่ออุปัชฌาย์ด้วง

หมวดหมู่วัตถุมงคลต่างๆ
ใช้ด้านเสน่ห์ เมตตา เถาหลงเสน่ห์/ขุนแผน นางกวัก/น้ำมันหนุ่มหลงสาวหลง/
ใช้ด้านปาฎิหาริย์เปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น ไหลศักดิ์สิทธิ์ /ไหลดิบ/แก้วขนเหล็ก/แก้วโป่งข่าม/
กลุ่มเหล็กน้ำพี้ มีดปากกา/ดาบพระขรรค์ กริช(จิ๋ว)/ดาบพระขรรค์ในตะกรุด/ดาบเหล็กน้ำพี้/พระขรรค์/มีดหมอ/กริช/เหล็กน้ำพี้ตีดาบ/เหล็กจาร/เหล็กน้ำพี้หนัก1บาท 2บาท/แร่เหล็กน้ำพี้/
ของขลังธรรมชาติหายาก เหล็กไหล/ไม้พญางิ้วดำ/กะลามหาอุตม์/กะลา1ตา,3ตา/เพชรหน้าทั่ง/ข้าวตอกพระร่วง/ไม้เป็นหิน/หินสามกษัตริย์/ทรายเหล็ก/ปลวกเป็นหินเป็นเหล็ก
ตะกรุด ประคำ ตะกรุดทุกแบบ/ประคำลูกประคำ
พระพระพุทธเจ้า,พระประจำวันเกิด/พระแก้วมรกต3 ฤดู/พระพุทธชินราช/พระสีวลี/พระอุปคุต/พระมหาเศรษฐีนวโกฎิ/หลวงพ่อเพชร/หลวงพ่อเชียงแสน/พระไพรีพินาศ/พระอู่ทอง
หลวงปู่ หลวงปู่ทวด/หลวงปู่โต/หลวงพ่อเกษมเขมโก/ครูบาศรีวิชัย/หลวงพ่อเงิน/หลวงปู่แดง
พระเครื่อง ชุดเบญจภาคี /พระสมเด็จ/พระปิดตา/พระซุ้มกอ/พระเปิดโลก/พระสมเด็จนางพญา/พระรอด/พระมหาอุตม์
กษัตริย์,นักรบพระนเรศวร/พระเจ้าตากสิน/กษัตริย์เสด็จพ่อ ร.5/พระนางจามเทวี/พระยาพิชัยดาบหัก
วัตถุมงคลทั่วไป บาตรเงินบาตรทอง/สากเงินสากทอง/ไม้มงคลเก้าอย่าง/สาริกาลิ้นทอง
กำไลข้อมือ กำไลทุกแบบ
เทพ เทวดา พระวิษณุพระนารายณ์ /พระพิฆเนศ/พระแม่ลักษมี/นารายน์ทรงครุฑ/พรหมสี่หน้า/พระยาครุฑ/ท้าวเวสสุวรรณ/แม่ธรณีบีบมวยผม/พระราหู/พ่อปู่ฤาษีพ่อปู่ชีวก/หนุมานนิลพัท
เรียกทรัพย์ นางกวัก/ชูกชก/กุมารทอง/เงาะป่า/
วัตถุมงคลจีน เจ้าแม่กวนอิม/ฮกลก ซิ่ว/พระสังกัจจายน์ /เงินจีนเงินมงคล/เด็กชาย-หญิงหนุนเงิน+ทอง/
นักษัตร,สัตว์ให้คุณ 12นักษัตร/พญาไก่แก้ว/นกคุ้ม/เต่าและเต่ามังกร/จิ้งจก2 หาง/ต่อเงินต่อทอง/คางคก3ขา/
ป้าย แขวน ห้อยป้ายบ้านป้ายร้าน/ถุงมงคลของขลัง9อย่าง/น้ำเต้าเรียกทรัพย์ /พวงมาลัยแร่เหล็กน้ำพี้ /กระจกแปดทิศ  /สุ่มไซ ฆ้อง ดักเงินทอง /พวงกุญแจแร่เหล็กน้ำพี้

วัตถุมงคล กว่า 2,000 รายการ คลิกที่นี่

ติดต่อบูชา เครื่องราง ของขลังบนเว็บ รับสายเวลา 8.30-17.30 น. ทุกวัน
โทร
089-8608818, 087-7399336, 087-8452061 คุณภัส และพนักงานร้านรับสาย
เบอร์ร้าน-Fax055428495 ร้านวรันณ์ธร 282/17 ถ.อินใจมี ต.ท่าอิฐ   อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ 53000
ร้านอยู่ 4 แยกไฟแดง ตรงข้าม หน้าโรงเรียนอุตรดิตถ์
แผนที่ร้านคลิกที่นี่

ข่าวหนังสือพิมพ์ หวยหุ้น หวย